สถาปนิกเงาปะทะทายาทอสังหาฯ หมื่นล้าน•ตอนที่ 1

พิมพ์เขียวบนกองขยะ

ผลงานโดย คนมองเมือง
กลิ่นอับของกระดาษไขเคลือบสารเคมีและหมึกพิมพ์เก่าๆ มักชวนให้รวินท์นึกถึงห้องเก็บศพ มากกว่าห้องทำงานของสำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร นิ้วเรียวยาวที่ผ่านงานเขียนแบบมานับร้อยโปรเจกต์กำลังไล่กวาดสายตาไปตามเส้นสายสีน้ำเงินเข้มบนแผ่นพิมพ์เขียวขนาดใหญ่โตมโหฬาร แสงไฟจากหลอดนีออนเหนือหัวกะพริบไหวเป็นจังหวะน่ารำคาญราวกับลมหายใจใกล้หมดวาระ ทว่ามันกลับขับให้ตัวเลขและพิกัดบนแผนผังโครงการพัฒนาพื้นที่ย่านริมน้ำเจ้าพระยาฉบับปรับปรุงใหม่ ปรากฏชัดเจนจนบาดตา รวินท์ถอนหายใจยาว ควันสีเทาจางๆ จากบุหรี่ไฟฟ้าไร้ควันไม่ได้ช่วยให้สมองที่ล้าจากการทำงานติดต่อกันสิบชั่วโมงปลอดโปร่งขึ้นเลย ตรงกันข้าม เขากำลังรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้พรมหรูหราของ "คณาพงศ์ กรุ๊ป" อาณาจักรหมื่นล้านที่กุมชะตากรรมของตึกระฟ้าครึ่งค่อนเมือง "คุณรวินท์ครับ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนบอกว่าเอกสารโซน C-12 ถูกดึงออกไปตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษเมื่อชั่วโมงที่แล้ว" เสียงของเสกสรรค์ เจ้าหน้าที่ผู้อาวุโสประจำหอผังเมืองกระซิบกระซาบด้วยความหวาดระแวง ดวงตาหลังกรอบแว่นหนาเตอะกวาดมองไปรอบห้องเก็บเอกสารที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า "ถ้าคุณจะหาข้อมูลเรื่องการเวนคืนที่ดินชุมชนคลองเตยเหนือ... ผมแนะนำว่าอย่าคุ้ยต่อเลยครับ เบื้องบนเขาสั่งล็อกไว้หมดแล้ว" รวินท์ไม่ตอบ เขายังคงจ้องมองเส้นโค้งของแนวถนนตัดใหม่ที่ถูกลากผ่านกลางชุมชนแออัดเดิมอย่างไร้ความปรานี บนกระดาษแผ่นนั้น ชุมชนที่เคยมีบ้านเรือนของชาวบ้านนับร้อยหลังคาเรือนถูกแปลงสภาพด้วยปากกาไฮไลต์สีแดงให้กลายเป็น "พื้นที่สีเขียวเชิงพาณิชย์และทางเชื่อมโลจิสติกส์" มองเผินๆ มันคือวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่ที่ต้องการยกระดับทัศนียภาพเมืองใหญ่ให้เทียบเท่ามหานครระดับโลก แต่สำหรับสถาปนิกที่เคยเติบโตมาจากซากปรักหักพังของการเวนคืนเพื่อสร้างศูนย์การค้าเมื่อสิบปีก่อน รวินท์อ่านเกมนี้ออกทะลุปรุโปร่ง มันไม่ใช่แค่การพัฒนาพื้นที่... แต่มันคือการ "ล้างไพ่" เพื่อกวาดเอาที่ดินราคาถูกริมแม่น้ำไปป้อนให้กลุ่มทุนในราคาเศษกระดาษ "ขอบใจมากนะเสกสรรค์" รวินท์เอ่ยเสียงเรียบ พับแปลนกระดาษแผ่นนั้นเก็บเข้ากระบอกใส่เอกสารหนังสีดำอย่างใจIเย็น "แต่บังเอิญว่าผมเป็นพวกโรคจิต... ชอบดูภาพวาดศิลปะที่มันเบี้ยวผิดสัดส่วนซะด้วยสิ" เขาก้าวเท้าออกจากหอผังเมืองท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ที่เริ่มโปรยปลงมาในยามค่ำคืน สายลมเย็นเยียบพัดพาเอาฝุ่นควันและกลิ่นอานอายของมหานครที่ไม่เคยหลับใหลเข้ามาปะทะใบหน้าคมสัน รวินท์กالสูดลมหายใจเข้าลึก รสชาติของความอัดอั้นตันใจตีรวนขึ้นมาในอก ปมในอดีตภาพวันที่รถแบ็คโฮพังบ้านไม้เก่าของครอบครัวพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา ยังคงเป็นแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย และตอนนี้ มือที่ถือรถแบ็คโฮคันใหม่นั้นกำลังจะทำลายบ้านของคนอื่นซ้ำรอยเดิม สมาร์ทโฟนในกระเป๋าเสื้อโค้ทสั่นครืด หน้าจอแสดงข้อความจากเบอร์แปลกที่ไม่ปรากฏชื่อ แต่เนื้อหากลับทำให้มุมปากของสถาปนิกหนุ่มกระตุกยิ้มเยาะ *[แปลนที่คุณกำลังหา คำตอบทั้งหมดรอคุณอยู่ที่ชั้น 48 เพนท์เฮาส์โครงการเรสเดนซ์ริมน้ำ คืนนี้ เวลา 22.00 น. — ศิลา]* รวินท์แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ความท้าทายพุ่งพล่านขึ้นมาแทนที่ความเหนื่อยล้า ศิลา... กรรมการผู้จัดการหนุ่มไฟแรงทายาทมหาเศรษฐีผู้กุมบังเหียนโปรเจกต์นี้โดยตรง ชายหนุ่มผู้ถูกขนานนามในนิตยสารธุรกิจว่าเป็น "เครื่องจักรคำนวณกำไรไร้หัวใจ" คงกำลังรอคิวขยี้เขาให้แหลกคามืออยู่บนยอดตึกสูงเสียดฟ้า รถยนต์ซีดานสีดำสนิทพุ่งทะยานผ่านถนนสายหลักที่คราคร่ำไปด้วยแสงไฟนีออน รวินท์เหยียบคันเร่งมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองด้วยความเร็วที่สะท้อนความดุดันในจิตใจ เขาไม่ได้กลัวอำนาจเงินตราของตระกูลคณาพงศ์ สิ่งเดียวที่เขากลัวคือการต้องยืนมองความอยุติธรรมเกิดขึ้นโดยที่ตนเองทำได้แค่นั่งเงียบๆ ลิฟต์แก้วความเร็วสูงพาตัวรวินท์ทะยานขึ้นสู่ชั้นบนสุดของตึกระฟ้า ทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนเบื้องล่างแผ่ขยายออกไปราวกับแผงวงจรไฟฟ้าสีทองอันไร้ที่สิ้นสุด ประตูลิฟต์เปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง เผยให้เห็นโถงรับAแขนตกแต่งด้วยหินอ่อนนำเข้าและงานศิลปะร่วมสมัยราคาแพงระยับ ร่างสูงโปรดของศิลายืนหันหลังให้อยู่ริมกระจกบานใหญ่จรดเพดาน ในมือถือแก้วคริสตัลบรรจุของเหลวสีอำพันสะท้อนแสงไฟจากเมืองเบื้องล่าง ชายหนุ่มสวมสูทสั่งตัดเข้ารูปเนี๊ยบกริบไร้ที่ติ บ่งบอกถึงการควบคุมระเบียบวินัยในชีวิตอย่าง,เคร่งครัด ทว่าแผ่นหลังนั้นกลับแผ่รังสีความโดดเดี่ยวและเยียบเย็นออกมาอย่างชัดเจน "ผมคิดว่าคนมีความรู้อย่างคุณรวินท์ จะฉลาดพอที่จะไม่เอาอนาคตมาเสี่ยงกับกระดาษไม่กี่แผ่น" ศิลาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่ทรงพลังกดดันบรรยากาศในห้องให้ตึงเครียดขึ้นในทันที รวินท์ก้าวเข้าไปหยุดยืนห่างจากอีกฝ่ายเพียงไม่กี่ก้าว ดวงตาคมกริบกวาดมองแผ่นหลังของนักบริหารหมื่นล้านด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก "อนาคตของผมอาจจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายครับคุณศิลา... แต่ผังเมืองที่คุณกำลังสร้างขึ้นมาเนี่ย มันกำลังจะแขวนอนาคตของคนนับพันไว้บนกองขยะชัดๆ" ศิลาค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคมปลาบสีนิลมองสำรวจสถาปนิกหนุ่มหัวรั้นตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ระหว่างความรำคาญใจ... กับความท้าทายที่ไม่ได้สัมผัสมานาน บรรยากาศระหว่างชายหนุ่มทั้งสองคนคุกรุ่นไปด้วยกระแสไฟฟ้าที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ท่ามกลางสงครามจิตวิทยาของคนสองคนที่มีมุมมองต่อโลกใบนี้นقيضกันโดยสิ้นเชิง กระทั่งศิลาหยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะทำงานขึ้นมาเลื่อนหน้าจอ แล้วหันหน้าจอเข้าหารวินท์ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้เลือดในกายของสถาปนิกหนุ่มเย็นเฉียบลงชั่วขณะ "คุณคิดว่าตัวเองกำลังปกป้องชาวบ้านตาดำๆ จากนายทุนใจร้ายสินะครับคุณรวินท์..." ศิลาเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบกดดัน ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาที่ทำให้รวินท์ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "...แต่บังเอิญว่า 'รายชื่อแรก' ในเอกสารเวนคืนล็อตพิเศษ ที่ยอมเซ็นสัญญาขายที่ดินให้ผมด้วยความเต็มใจ เพื่อแลกกับเงินก้อนโต... คือมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่คุณนั่งแท่นเป็นกรรมการบริหารอยู่ต่างหากล่ะครับ" ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับบรรทัดแรกอันเข้มข้นนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาปะทะทายาทอสังหาฯ หมื่นล้าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%