"ลูกชาย..."
คำเพียงคำเดียวที่ร่วงหล่นลงมาจากริมฝีปากแห้งผากของคุณยายละมุน มันไม่ได้ทำหน้าที่แค่ทำลายความเงียบในร้านหนังสือเก่าคร่ำคร่าแห่งนี้ แต่มันดึงเอาอากาศทั้งหมดออกไปจากปอดของฉันจนหมดสิ้น
ฉันยืนแข็งทื่ออยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้สัก รายล้อมด้วยกลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างในแสงสลัว ภาพของบันทึกสีน้ำตาลเล่มหนาที่เปิดค้างอยู่บนโต๊ะตรงหน้า กลับกลายเป็นสิ่งของต้องห้ามที่จู่ๆ ก็มีน้ำหนักพันชั่ง ทับถมลงมาบนอกจนรู้สึกหายใจไม่ออก
ความลับที่ฉันเฝ้าเพียรบันทึกเพื่อค้นหาตัวตน ความเจ็บปวด ความว่างเปล่า และเศษซากความทรงจำที่พยายามปะติดปะต่อตลอดสี่สิบกว่าวันที่ผ่านมา กลับไม่ใช่เรื่องราวของฉันแต่เพียงผู้เดียว... แต่มันกำลังเชื่อมโยงไปถึงใครอีกคนที่ฉันไม่เคยรู้แม้แต่เงา
"ยายคะ..." เสียงของฉันสั่นพร่า หลุดลอดออกไปราวกับเสียงกระซิบจากคนใกล้ตาย "ยายหมายถึง... อะไรคะ"
คุณยายละมุนไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที หญิงชรายังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวโปรด แสงไฟสีส้มจากโคมไฟตั้งโต๊ะทอดเงายาวทาบทับใบหน้าที่มีรอยย่นตามกาลเวลา มือเหี่ยวย่นและสั่นเทาเล็กน้อยเอื้อมไปปิดสมุดบันทึกเล่มนั้นลงอย่างช้าๆ ราวกับต้องการปิดผนึกกล่องแพนดอร่าที่ถูกเปิดออกก่อนเวลาอันควร
"คนเรามักคิดว่า เรากำลังเขียนเรื่องราวของตัวเองขึ้นมาใหม่ทุกวัน..." คุณยายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลัง ทว่าแฝงร่องรอยของความเหนื่อยล้าที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนในแววตาคู่นั้น "แต่แท้จริงแล้ว... เรามักจะเผลอไปเขียนซ้ำในบทที่บรรพบุรุษของเราเคยเขียนค้างไว้เสมอต่างหากล่ะ ธันวา"
ฉันก้าวเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นโครมครามจนเสียงมันดังก้องอยู่ในโสตประสาท "ลูกชายของใครคะ... หรือว่า... หรือว่ามันเกี่ยวข้องกับ..."
"เกี่ยวข้องกับทุกอย่างที่เธอพยายามวิ่งหนีไงล่ะ" คุณยายละมุนเงยหน้าขึ้นสบตาฉัน แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความตกใจระคนอยู่เลย มีเพียงความเศร้าสร้อยและความจริงอันหนักอึ้งที่ถูกเก็บงำมาเนิ่นนาน "ตลอดเวลาที่เธอเขียนบันทึกเล่มนี้ เธอคิดว่าเธอกำลังเยียวยาแผลใจของพนักงานออฟฟิศผู้หมดไฟคนหนึ่ง แต่เธอไม่เคยรู้เลยใช่ไหม... ว่าความโหยหาความอบอุ่น ความกลัวที่จะผูกพัน และความรู้สึกเหมือนคนพลัดถิ่นในใจเธอน่ะ มันถูกส่งต่อมาจากสายเลือด... จากผู้ชายคนหนึ่งที่เคยนั่งตรงที่เธออยู่ตรงนี้เมื่อสามสิบปีก่อน"
โลกทั้งใบคล้ายจะหมุนเคว้ง ความเงียบงันกลับมาโอบล้อมเราไว้อีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข มันคือความเงียบก่อนที่พายุใหญ่จะพัดถล่มเข้ามาจริงๆ
ฉันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม สมองพยายามประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามา พ่อ... ผู้ชายที่ทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่ฉันยังจำความไม่ได้ ผู้ชายที่แม่ไม่เคยยอมเอ่ยถึงแม้แต่ชื่อเดียวตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ และตอนนี้ คุณยายละมุนกำลังบอกว่า เรื่องราวทั้งหมดที่ฉันบันทึกไว้ คือเงาสะท้อนของสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวฉันอย่างนั้นหรือ
"ฉัน... ไม่เข้าใจค่ะยาย" ฉันกลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ที่ลำคอลงไปอย่างยากลำบาก "ทำไมยายถึงรู้เรื่องนี้? ยายเกี่ยวข้องอะไรกับเขา... หรือเกี่ยวข้องกับฉันกันแน่?"
คุณยายละมุนถอนหายใจยาวนาน ราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิต หญิงชลาเอื้อมมือมาแตะหลังมือฉันเบาๆ สัมผัสที่คุ้นเคยและอบอุ่น ทว่าในยามนี้มันกลับทำให้ขอบตาฉันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"เพราะร้านหนังสือแห่งนี้ ไม่เคยรับสมัครคนแปลกหน้ามาทำงานหรอกนะ ธันวา" คุณยายแย้มยิ้มเศร้าๆ "และสมุดบันทึกสีน้ำตาลเล่มนั้น... ก็ไม่ใช่เล่มแรกที่ถูกเขียนขึ้นในห้องใต้หลังคานั้นหรอก"
คำพูดนั้นทำให้ฉันช็อกค้าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ห้องใต้หลังคา... ที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ที่ซึ่งฉันคิดว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวอันปลอดภัยที่สุดในการหลบหนีความวุ่นวายของโลกภายนอก
"หมายความว่า..."
"หมายความว่า เธอกำลังจะเริ่มเขียนเรื่องใหม่" คุณยายตัดบทด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด แต่แฝงด้วยความอ่อนโยน "เรื่องราวที่ไม่ได้มีแค่ความเศร้า... แต่เป็นเรื่องราวที่เธอต้องเลือกเอง ว่าจะยอมรับความจริงแล้วเดินหน้าต่อ หรือจะจมดิ่งอยู่กับบทจบที่บรรพบุรุษของเธอทิ้งไว้ให้"
ก่อนที่ฉันจะได้เอ่ยถามอะไรเพิ่มเติม เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้น... กริ๊ง!
มันไม่ใช่เสียงกระดิ่งธรรมดา แต่มันคือเสียงที่ดึงเอาบรรยากาศอันตึงเครียดให้พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด เมื่อบานประตูไม้เปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปรดภายใต้เสื้อโค้ทกันหนาวเปียกชื้นจากละอองฝนภายนอก ผู้ชายคนนั้นถอดฮู้ดออก เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่มีรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณหางคิ้ว และดวงตาคู่ที่สะท้อนความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล... ดวงตาคู่ที่ฉันเห็นทุกครั้งเวลาส่องกระจกเงา
เขากวาดสายตามองมาที่ฉัน นิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำให้ลมหายใจของฉันสะดุดกุนวิก
"ธันวา... ในที่สุดฉันก็หากเธอเจอ"
รี้ดเดอร์ที่รักคะ... บางที การตามหาตัวเอง อาจไม่ใช่การเดินสำรวจหัวใจของตัวเองให้ลึกที่สุด แต่คือการเผชิญหน้ากับเงาของคนที่เรารักและเกลียดที่สุดในเวลาเดียวกัน แล้วพบว่าเราหนีเขาไม่พ้นเลยสักนิดค่ะ
*สมุดบันทึกสีน้ำตาล*
บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง•ตอนที่ 45
ลองเขียนเรื่องใหม่
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!