"เจ้าจะนอนตายตาไม่หลับไปถึงเมื่อไหร่กัน ฉินอวี่... ตระกูลฉินที่รุ่งโรจน์ของเจ้า บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังที่ใครต่อใครต่างก็อยากเข้ามาเหยียบซ้ำให้จมดิน!"
เสียงตวาดกร้าวของหญิงสาวดังสะท้อนก้องในโสตประสาท แต่มันกลับฟังดูพร่าเลือนราวกับอยู่คนละภพภูมิ ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างดั่งถูกไฟอเวจีแผดเผาทุกเส้นเอ็น ฉินอวี่พยายามลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่สัมผัสได้ไม่ใช่แสงตะวัน แต่เป็นกลิ่นอับชื้นของเลือดและไม้เก่าที่ผุพัง
มหาเทพผู้เคยสยบหมื่นมารด้วยปลายนิ้วในอดีตชาติ บัดนี้กำลังหอบหายใจรวยรินอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มผู้มีลมปราณเพียงน้อยนิด ร่างกายนี้เปราะบางราวกับกิ่งไม้แห้งที่พร้อมจะหักสะบั้นเพียงแค่ลมพัดผ่าน
"ตระกูลฉินงั้นหรือ..." ฉินอวี่พึมพำ น้ำเสียงของเขาสั่นเครือแต่ทว่าแฝงด้วยความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์
เขายันกายลุกขึ้นจากพื้นดินที่เปรอะเปื้อนคราบเขม่า แววตาที่เคยหม่นแสงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นประกายคมปลาบดุจกระบี่ที่เพิ่งถอนออกจากฝัก ความทรงจำที่ไหลทะลักเข้ามาเหมือนเขื่อนแตกทำให้เขาตระหนักได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่ความฝัน หากแต่เป็น 'การหวนคืน' ในร่างของศิษย์สวะประจำตระกูลที่ถูกตราหน้าว่าไร้ค่าที่สุด
"ข้าไม่ได้ตาย... แต่ข้ากลับมาเพื่อรื้อถอนความเน่าเฟะที่พวกเจ้าช่วยกันสร้างขึ้น" เขาแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าถึงกับชะงัก
มู่หรงเซวี่ย ผู้ที่ยืนกอดอกพิงเสาไม้ผุพังอยู่มุมห้องขยับกายเบาๆ อาภรณ์สีขาวสะอาดตาของนางตัดกับบรรยากาศมืดหม่นของห้องเก็บฟืนอย่างสิ้นเชิง ดวงตาสีน้ำแข็งคู่นั้นจ้องมองมาที่เขาอย่างวิเคราะห์ นางไม่ได้เวทนา แต่กำลังประเมิน... ประเมินว่า 'สวะ' ตรงหน้ามีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป
"ดูเหมือนเจ้าจะเลิกโง่งมเสียที" มู่หรงเซวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ "หากเจ้ายังทำตัวเป็นปลาที่รอความตายบนเขียงเช่นนี้ อีกไม่เกินสามชั่วยาม ผู้มีอำนาจในตระกูลจะส่งคนมาเก็บกวาด 'ขยะ' อย่างเจ้าทิ้งเสีย เพื่อไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามต่อการแบ่งสมบัติที่เหลืออยู่"
ฉินอวี่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่ท่วงท่ากลับสง่างามดุจราชันที่กำลังทอดพระเนตรอาณาจักรที่ถูกทอดทิ้ง เขาเดินผ่านหน้านางไปช้าๆ กลิ่นอายความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นแปลกประหลาด มันไม่ใช่พลังปราณที่แข็งกร้าว แต่มันคือ 'จิตวิทยาแห่งอำนาจ' ที่กดทับหัวใจคนรอบข้างให้ต้องยอมสยบ
"ตระกูลที่ก้มหัวให้ความโลภ ตระกูลที่ตัดขาดสายสัมพันธ์เพียงเพราะเศษเสี้ยวของอำนาจ... มู่หรงเซวี่ย เจ้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้ควรค่าแก่การปกป้องหรือไม่?" ฉินอวี่ถามโดยไม่หันกลับไปมอง
"ข้าสนแค่ว่า เจ้าจะอยู่รอดถึงวันพรุ่งนี้เพื่อพิสูจน์ตรรกะเพ้อฝันของเจ้าได้อย่างไร" นางก้าวตามมาติดๆ จังหวะการเดินที่มั่นคงดุจการเคลื่อนไหวของคมกระบี่
ฉินอวี่หยุดเดินที่หน้าหน้าต่างบานเก่า เขามองออกไปเห็นคบไฟที่สว่างไสวในเขตเรือนชั้นใน ที่นั่นกำลังมีการรวมตัวของเหล่าผู้อาวุโสที่เขาจำได้แม่นว่าคือกลุ่มคนที่ทรยศต่อบิดาของเขา
"ความบกพร่องของตระกูลนี้ไม่ใช่พลังปราณที่อ่อนด้อย" ฉินอวี่เอ่ยพลางใช้นิ้วเคาะขอบหน้าต่างเป็นจังหวะ "แต่คือความกลัว... พวกเขาพยายามทำลายทุกอย่างที่มีค่าเพื่อให้ตนเองรู้สึกว่ามีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่น ทั้งที่แท้จริงแล้ว พวกเขาก็แค่ฝูงสัตว์ป่าที่กำลังกัดกินหางตัวเอง"
"เจ้าจะทำอย่างไร?" มู่หรงเซวี่ยถาม สัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่พุ่งออกมาจากร่างของชายหนุ่ม
"ข้าจะไม่สู้ด้วยกระบี่... แต่อย่างน้อยในตอนนี้" ฉินอวี่หันกลับมา แววตาของเขาซ่อนความลึกล้ำไว้ภายใต้ความนิ่งสงบ "ข้าจะทำให้พวกเขากลัวในสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง ความหวาดระแวงจะเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของคนพวกนั้น"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนไม้ เสียงโลหะกระทบกันบ่งบอกถึงการมาเยือนของกลุ่มมือสังหารที่ได้รับคำสั่งให้มา 'ปิดบัญชี' ศิษย์สวะผู้โชคร้าย
มู่หรงเซวี่ยขยับมือแตะที่ด้ามกระบี่ข้างกายทันที ทว่าฉินอวี่กลับยกมือห้ามไว้เบาๆ เขาไม่ได้ดูตื่นตระหนก แต่กลับส่งยิ้มบางๆ ที่ดูคล้ายกับการปลอบประโลมให้แก่นาง
"ศิษย์พี่หญิง... อย่าเพิ่งออกแรง" ฉินอวี่เอ่ยเบาๆ ขณะที่ประตูไม้ถูกถีบพังเข้ามา เสียงไม้แตกกระจายดั่งเสียงฟ้าลั่น "ในเมื่อพวกเขาปรารถนาความพินาศ ข้าก็แค่จะแสดงให้เห็นว่า การตายที่แท้จริงนั้นไม่ได้หมายถึงการหมดลมหายใจ แต่มันคือการสูญเสียทุกสิ่งที่พวกเขาเคยยึดมั่นต่างหาก"
ในขณะที่เงาร่างของนักฆ่าสามคนพุ่งเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ ฉินอวี่กลับก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ทว่าในวินาทีที่คมกระบี่จ่อถึงลำคอ เขากลับพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้มือสังหารทั้งสามต้องหยุดชะงักงันด้วยความตกตะลึง
"หากพวกเจ้าก้าวเข้ามาอีกเพียงครึ่งก้าว ข้าจะทำให้ความลับที่พวกเจ้าซ่อนไว้จากหัวหน้าตระกูล... กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าสนใจที่สุดในห้องโถงใหญ่คืนนี้"
ทว่า... ก่อนที่นักฆ่าเหล่านั้นจะได้ตัดสินใจ เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยอำนาจของ 'ใครบางคน' ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับกระแสพลังกดดันมหาศาลก็ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังนักฆ่าเหล่านั้น
"เจ้าเด็กสารเลว... เจ้าไปรู้อะไรมา?"
จิตวิทยาเพื่อทุกคนหวังว่าเนื้อหาในตอนแรกจะสร้างความตื่นเต้นและจุดประกายความอยากรู้ให้กับนักอ่านทุกท่านนะคะ หากชอบการผจญภัยที่ซ่อนเงื่อนปมทางใจเช่นนี้ อย่าลืมติดตามอ่านตอนถัดไปกันนะคะ
วิถีเซียนไร้ลักษณ์: บันทึกจิตวิทยาสยบมารในแดนอเวจี•ตอนที่ 1
หวนคืนจากเถ้าถ่าน
ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์: บันทึกจิตวิทยาสยบมารในแดนอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
