เสียงกระแทกของแก้วคริสตัลราคาแพงกระทบลงบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีอย่างแรง จนของเหลวสีอำพันกระเซ็นเปรอะเปื้อนข้อมือของคนที่นั่งตัวสั่นเทา กวินทร์ในยามนี้ไม่มีคราบของความเย่อหยิ่งจองหองหลงเหลืออยู่เลยสักนิด ชุดสูทแบรนด์เนมราคาหลักแสนยับยู่ยี่ราวกับผ้าขี้ริ้ว ใบหน้าที่เคยเชิดขึ้นด้วยความหยันเหยียดบัดนี้ซีดเผือด ไร้สีเลือด และเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามขมับ
"อาคเนย์... ฉันขอร้องล่ะ นายจะให้ฉันทำอะไรก็ได้ แต่อย่าทำลายบริษัทของพ่อฉันเลยนะ"
เสียงที่เคยตวาดกร้าวด้วยความดูถูกเหยียดหยามเมื่อวันก่อน บัดนี้สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ กวินทร์พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ พร้อมกับก้มตัวลงต่ำจนหน้าผากเกือบจะชิดกับพื้นพรมราคาแพงของห้องทำงานส่วนตัว
อาคเนย์ นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้สีดำสนิท ใบหน้าคมคายเรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคมกริบมองชายผู้เคยเรียกตัวเองว่า "เพื่อนสนิท" ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ความเคียดแค้น แต่ก็น่ากลัวเกินกว่าที่ใครจะกล้าสบตาด้วย มือเรียวยาวถือแก้วไวน์แกว่งช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบเข้ากัดกินจิตใจของคนที่กำลังดิ้นรนอยู่บนความพินาศ
"ตอนที่นายเหยียบย่ำรินรดาจนจมดิน... นายเคยคิดถึงคำว่าเพื่อนบ้างไหม กวินทร์"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยออกมาเบาๆ แต่กลับมีพลังกดดันมหาศาลจนคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ถึงกับสะดุ้งเฮือก รินรดาที่นั่งเงียบๆ อยู่เคียงข้างอาคเนย์บนโซฟาอีกตัว หลุบตาลงมองภาพตรงหน้านิ่ง เธอไม่มีความสะใจฉายชัดในแววตา มีเพียงความโล่งใจที่จางเบา และความรู้สึกซาบซึ้งใจที่ผู้ชายข้างกายคนนี้ไม่เคยปล่อยให้เธอต้องโดดเดี่ยวเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมตามลำพัง
"ฉัน... ฉันรู้ว่าฉันโง่ ฉันมันเลวเอง!" กวินทร์ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน เขายกมือขึ้นตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่เพื่อหวังจะเรียกความเห็นใจ "แต่นั่นมันเรื่องส่วนตัว ทำไมนายต้องถึงกับถอนทุนสนับสนุนทั้งหมด ทำไมนายต้องสั่งให้ธนาคารทุกแห่งปฏิเสธการปล่อยกู้... นายกำลังจะฆ่าครอบครัวฉันทั้งเป็นนะอาคเนย์!"
"ฆ่า?" อาคเนย์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที "ฉันแค่เอาเงินที่พวกนายเคยใช้เหยียบย่ำคนอื่น กลับคืนมาในจุดที่มันควรจะอยู่ก็เท่านั้น หุ้นของบริษัทตระกูลกวินทร์ร่วงลงไปหดเหลือศูนย์ภายในเวลาไม่ถึงสามชั่วโมง... นั่นไม่ใช่ฝีมือฉันหรอกกวินทร์ แต่มันคือผลกรรมจากความโลภของพวกนายเองต่างหาก"
กวินทร์หน้าถอดสี เขาพุ่งตัวเข้าไปหมายจะควอเท้าของอาคเนย์ แต่บอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังไวกว่า พวกเขาเข้ามาล็อกแขนของกวินทร์กดลงกับพื้นจนหน้าแนบพรมอย่างไม่เหลือศักดิ์ศรี
"ปล่อยฉันนะ! อาคเนย์ นายมันปีศาจ! นายมันก็แค่ไอ้จนตรอกที่ฟลุกรวยขึ้นมา ทำไมต้องทำลายล้างกันขนาดนี้ด้วย!" กวินทร์กรีดร้องด้วยความสติแตก เมื่อเส้นทางรอดสุดท้ายถูกปิดตาย
รินรดาลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอก้าวเข้าไปใกล้ชายผู้เคยพยายามทำลายชีวิตเธอด้วยสายตาที่สงบนิ่ง มือเรียวบางจัดเสื้อสูทของตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม
"คุณกวินทร์คะ คนเรามักจะเพิ่งสำนึกได้ก็ต่อเมื่อสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว... แต่สำหรับพวกเรา ความอดทนมันมีขีดจำกัดค่ะ และโชคร้ายที่คุณดันข้ามเส้นนั้นไปไกลเกินกว่าจะให้อภัยแล้วล่ะค่ะ"
ในวินาทีที่กวินทร์กำลังจะอ้าปากเถียง เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงในกระเป๋าเสื้อสูทของเขาก็แผדเสียงแหลมสูงขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน กวินทร์ตัวสั่นเทาด้วยความหวังอันริบหรี่ เขาใช้มือข้างที่หลุดจากการพันธนาการควักโทรศัพท์ออกมารับด้วยความลนลาน
"ฮัลโหล... พ่อเหรอครับ! เป็นยังไงบ้าง บริษัทเรา..."
เสียงปลายสายที่ตื่นตระหนกและหวาดกลัวจนแทบเป็นลมลอดออกมาจากลำโพง ดังก้องไปทั่วห้องทำงานที่เงียบสงบ
*(กวินทร์! เราจบแล้ว... มีคนกว้านซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมด บอร์ดบริหารลาออกเกลี้ยง และตอนนี้... ตำรวจกำลังบุกเข้ามาที่คฤหาสน์เพื่ออายัดทรัพย์สินทุกอย่างแล้วลูก!)*
โทรศัพท์มือถือร่วงหลุดจากมือตกลงกระแทกพื้นหน้าจอแตกละเอียด กวินทร์เบิกตากว้าง คลุ้มคลั่งจนแทบเสียสติ ร่างกายทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาเหม่อมองเพดานห้องด้วยความสิ้นหวังอย่างแท้จริง ทุกอย่างพังทลายลงในพริบตาเดียว
อาคเนย์วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ เสียงกระทบเบาๆ แต่กลับดังสะท้อนในความรู้สึกของทุกคน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดข้อมือเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่ ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เด็ดขาด
"พาตัวแขกที่ไม่ได้รับเชิญออกไป... แล้วเตรียมเอกสารเข้าซื้อกิจการส่วนที่เหลือให้เรียบร้อย เพราะฉันยังมีธุระต้องไปดินเนอร์กับภรรยาต่อ"
รินรดารอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างงดงาม เธอเอื้อมมือไปประสานเข้ากับฝ่ามืออุ่นของอาคเนย์ ทั้งสองเตรียมจะก้าวเดินออกไปจากห้องแห่งความพินาศนี้ ทว่า... ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะเปิดออก เสียงปรบมือช้าๆ และกังวานก็ดังขึ้นจากความมืดตรงมุมห้องโถงด้านนอก
แปะ... แปะ... แปะ...
ร่างระหงในชุดเดรสสีแดงเพลิงก้าวออกมาจากเงาสลัว ใบหน้าเรียวสวยคมคายประดับด้วยรอยยิ้มเย้ายวนแต่เย็นเยียบ ดวงตาคู่คมกวาดมองอาคเนย์และรินรดาด้วยความสนุกสนาน ราวกับกำลังชมการแสดงชุดใหญ่
"เล่นละครฉากใหญ่ได้น่าประทับใจมากค่ะ คุณอาคเนย์... ไม่เสียแรงเลยจริงๆ ที่ดิฉันอุตส่าห์ยอมลงทุนปล่อยให้คุณสนุกอยู่คนเดียวนานขนาดนี้"
อาคเนย์หรี่ตาลงทันที รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างของเขาราวกับคลื่นความร้อน ขณะที่รินรดาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่ไว้วางใจ เมื่อหญิงสาวแปลกหน้าปริศนารายนี้ก้าวเข้ามาขวางทางออก พร้อมกับชูแฟ้มเอกสารสีดำสนิทที่มีตราประทับตระกูลเก่าแก่ขึ้นมาต่อหน้าต่อตาพวกเขา!
ฝากกดใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "เมล่อนโซดา" ด้วยนะคะ!
คุณหนูครับ อย่าหาว่าผมใจร้าย เมื่อเมียกำมะลอคือเศรษฐีหมื่นล้าน•ตอนที่ 15
คุกเข่าขอชีวิต
ผลงานโดย เมล่อนโซดา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมล่อนโซดา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ อย่าหาว่าผมใจร้าย เมื่อเมียกำมะลอคือเศรษฐีหมื่นล้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!