กลิ่นฝนเจือจางในอากาศผสมผสานกับกลิ่นกระดาษเก่าคร่ำคร่า ชวนให้นึกถึงความทรงจำที่ถูกทิ้งร้างในซอกหลืบของกาลเวลา หอสมุดประชาบาลประจำเขตเก่าแก่แห่งนี้ปิดทำการมานานนับทศวรรษ ทว่าแสงจันทร์ที่ลอดผ่านกระจกโดมทรงสูงด้านบนกลับทำหน้าที่ราวกับโคมไฟจัดฉาก ละอองฝุ่นลอยเคว้งคว้างในลำแสงสีนวล ราวกับดวงดาวนับล้านที่กำลังร่วงหล่นลงมาสู่พื้นพรมหนาทึบที่อมความชื้น
"คุณเดินเสียงดังเกินไปสำหรับคนที่กำลังซ่อนตัว"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ จากความมืดบริเวณชั้นหนังสือประวัติศาสตร์ยุโรป รวิหยุดฝีเท้าทันทีโดยสัญชาตญาณ ดวงตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อปรับรับทัศนวิสัย เขายังคงยืนนิ่งในชุดโค้ทกันหนาวสีเข้ม มือข้างหนึ่งซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของด้ามโลหะที่คุ้นเคย แต่เขาไม่ได้ชักมันออกมา
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำฝนกระทบหลังคารั่วดังติ๊ง... เป็นระยะ
"ผมไม่ได้ซ่อนตัว" รวิเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาเจือความนุ่มนวลและสุขุมราวกับกำลังสนทนากับมิตรสหายเก่าแก่ในร้านกาแฟ "และผมเชื่อว่าคนที่เลือกเปิดไฟฉายนำทางตัวเองในที่มืด ย่อมไม่ได้ปรารถนาความเงียบสงบอย่างแท้จริงหรอกครับ"
สิ้นคำพูดของกวีหนุ่ม แสงไฟฉายแรงสูงจากมุมมืดก็สว่างวาบขึ้น สะท้อนกับฝุ่นละอองจนเกิดเป็นลำแสงสีขาวตัดผ่านความมืด มันส่องตรงมายังใบหน้าของรวิพอดี เพื่อบังคับให้เขาต้องหยีตาลงเล็กน้อย แต่ชายหนุ่มไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เขายังคงยืนเผชิญหน้ากับแสงสีขาวนั้นด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก
ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงาของชั้นหนังสือ รองเท้าหนังขัดมันกระทบพื้นไม้สนเก่าดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะจะโคน ใบหน้าคมคายไร้รอยยิ้ม ดวงตาคู่นั้นคมกริบและว่างเปล่า ราวกับมองเห็นสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเป็นเพียงวัตถุธาตุที่รอเวลาสูญสลาย
พันธกานต์หยุดยืนห่างจากรวิเพียงสามก้าว ระยะห่างที่อันตรายพอจะปลิดชีพกันได้ในพริบตา ปลายกระบอกเก็บเสียงสีดำด้านในมือของนักฆ่าไม่ได้เล็งมาที่อกหรือศีรษะของเขา แต่มันชี้ลงต่ำอย่างผ่อนคลาย แสดงถึงความมั่นใจระดับสูงสุด
"กวีมักหลงใหลในความตายของผู้อื่นเสมอ เพื่อนำมันมาร้อยเรียงเป็นถ้อยคำสวยหรูบนกระดาษ" พันธกานต์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทไร้คลื่นอารมณ์ "แต่ผมสงสัยว่า... คุณจะยังร้อยเรียงถ้อยคำได้ดีอยู่ไหม เมื่อความตายมาเคาะประตูห้องสมุดของคุณเอง"
"ความตายไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผมหรอกครับ" รวิก้าวเท้าเดินช้าๆ ไปด้านข้างอย่างไม่รีบร้อน สายตาสำรวจชั้นหนังสือรอบตัว "เราต่างก็เขียนเรื่องราวของมันด้วยกันทั้งคู่ เพียงแต่คุณใช้รอยกระสุน ส่วนผมใช้หมึกซึม ความต่างเดียวคือ งานของคุณจบลงทันทีที่ลั่นไก ส่วนงานของผม... มักจะตามหลอกหลอนคนอ่านไปชั่วชีวิต"
พันธกานต์ปรายตามองการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างระแวดระการ แม้ภายนอกกวีหนุ่มผู้นี้จะดูผ่อนคลายราวกับมาเดินเลือกซื้อหนังสือพิมพ์ยามเช้า แต่นักสัญชาตญาณนักล่าอย่างเขาย่อมสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความอันตรายที่ถูกซ่อนไว้ใต้ท่าทีสุภาพ
"คุณรู้เรื่องของผมมากเกินไป รวิ" พันธกานต์เลิกคิ้วเล็กน้อย "และคนที่รู้มากเกินไปในอาชีพของผม มักจะมีอายุสั้นกว่ากวีที่รักสันโดษ"
"ผมเป็นคนรักการอ่านครับ และประวัติศาสตร์มักจะทิ้งร่องรอยของคนที่มีรสนิยมการฆ่าแบบประณีตเอาไว้เสมอ" รวิหยุดยืนหน้าชั้นหนังสือเล่มหนึ่ง นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะสันปกหนังสือปกหนังสีแดงก่ำที่ฝุ่นเกาะหนา "กระสุนนัดที่ปลิดชีพ ส.ส. ธนา เมื่อสามวันก่อน ใช้กระสุนขนาด 9 มิลลิเมตร หัวกระสุนถูกแต่งลายเส้นด้วยมือ เพื่อให้เกิดรอยแผลเป็นเอกลักษณ์... เหมือนงานศิลปะที่มีลายเซ็นศิลปิน"
บรรยากาศในห้องสมุดร้างอุณหภูมิลดฮวบลงทันที ความเงียบงันกลายเป็นความตึงเครียดที่แทบจะใช้มือจับต้องได้ พันธกานต์หรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างเพรียวโดยไม่ต้องพยายาม
"ศิลปะจำเป็นต้องมีผู้ชื่นชม" พันธกานต์กล่าวเสียงเย็นเยียบ "แต่บางครั้ง... ผู้ชื่นชมก็รู้มากเกินกว่าจะปล่อยให้มีชีวิตรอดไปเขียนบทวิจารณ์"
รวิไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัว เขาค่อยๆ ดึงหนังสือเล่มนั้นออกจากชั้น ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นมาในลำแสงจันทร์ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปากของกวีหนุ่ม ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองสบกับดวงตาที่ไร้ความรู้สึกของนักฆ่าตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว
"ถ้าคุณต้องการจะยิงผม คุณคงทำไปตั้งแต่ก้าวแรกที่ผมเดินเข้าประตูมาแล้ว พันธกานต์" รวิเอ่ยชื่ออีกฝ่ายอย่างสนิทสนม ราวกับพวกเขากำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ "แต่ที่คุณยังคุยกับผมอยู่... แปลว่าคุณกำลังสงสัยในบางสิ่ง"
พันธกานต์นิ่งเงียบไปชั่วขณะ มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเล็กน้อย—ไม่ใช่รอยยิ้ม แต่เป็นการแสดงออกถึงความสนใจที่ถูกจุดประกายขึ้นมาในความมืด
"สงสัยอะไร?"
"สงสัยว่า... ทำไมกวีธรรมดาๆ ถึงเดินเข้ามาหาความตายในรังของนักฆ่าได้อย่างหน้าตาเฉย" รวิพลิกหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบในมือ เสียงกระดาษกรอบแกรบดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ก่อนที่เขาจะหยิบบางอย่างที่สอดอยู่ระหว่างหน้าหนังสือออกมา "และบางที... สิ่งนี้อาจจะให้คำตอบที่คุณกำลังหาอยู่ก็ได้"
แสงจันทร์สาดส่องลงบนวัตถุชิ้นเล็กที่รวิคีบไว้ระหว่างนิ้วสองนิ้ว มันคือภาพถ่ายโพลารอยด์เก่าๆ ใบหนึ่ง ภาพของกระสุนปืนที่มีรอยแกะสลักลายเส้นประหลาด... ทว่าบนภาพนั้น กลับมีลายมือเขียนด้วยหมึกสีดำตวัดไว้ด้วยตัวอักษรหวัดๆ ว่า *'ความตายที่งดงามที่สุด คือความตายที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง'*
พันธกานต์จ้องมองภาพถ่ายในมือของรวิ นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเสี้ยววินาที—ภาพนั้นไม่ใช่หลักฐานจากคดีของ ส.ส. ธนา แต่มันคือหลักฐานจากคดีฆาตกรรมเมื่อห้าปีก่อน คดีที่ถูกปิดตาย และไม่มีใครเคยล่วงรู้เบาะแส นอกจากตัวเขาเอง... และเหยื่อรายแรกที่รอดชีวิตมาได้
เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ดังขึ้นอย่างกะทันหันจากโถงทางเดินด้านนอก หน้าต่างกระจกสีของห้องสมุดแตกกระจายด้วยแรงกระแทกจากภายนอก พร้อมกับแสงไฟฉายกราดส่องเข้ามานับสิบลำ เสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจและคำสั่งเด็ดขาดดังแทรกเสียงฝน
"ตำรวจ! วางอาวุธซะ!"
พันธกานต์หันขวับไปมองทางหน้าต่างด้วยสัญชาตญาณนักฆ่า ก่อนจะหันกลับมามองรวิด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและรอยยิ้มเย็นยะเยือกที่เพิ่งเคยปรากฏขึ้น
รวิยังคงยืนสงบนิ่ง รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของเขายังคงอยู่ พร้อมกับกระซิบเบาๆ แข่งกับเสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามา
"ยินดีต้อนรับสู่บทแรกครับ... นักฆ่าผู้รักความสมบูรณ์แบบ"
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางก้าวผ่านบทนำอันมืดมิดนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปนะครับ
วสันตฤดูแห่งถ้อยคำและเงาปืน•ตอนที่ 1
บทนำ: กระสุนที่ไร้เสียง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูแห่งถ้อยคำและเงาปืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
