ของเหลวสีน้ำตาลขุ่นหยดแหมะลงบนปลายนิ้วโป้งของกรณ์ ความนิ่มยวบใต้ผิวเปลือกผลไม้ที่ควรจะเต่งตึงทำให้ปลายนิ้วของเขาชะงักงัน หัวใจของอดีตเชฟใหญ่หล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“อย่าบีบแรงสิคุณ! เดี๋ยวหนอนข้างในก็ทะลักคามือหรอก!”
เสียงเอ็ดดังขึ้นพร้อมกับมือเรียวกร้านแดดของรินที่เอื้อมมาคว้าข้อมือเขาไว้ทันควัน เธอดึงกิ่งมะม่วงอกร่องโบราณกิ่งนั้นลงมาให้อยู่ในระดับสายตา รอยแผลสีคล้ำขนาดเท่าปลายเข็มหมุดปรากฏเด่นชัดอยู่กลางผลสีเขียวอมเหลือง มันดูไร้พิษสง ไร้เดียงสา ทว่ารอบบาดแผลนั้นเนื้อผลไม้กลับฉ่ำเยิ้มและส่งกลิ่นเปรี้ยวบูดจางๆ ออกมาเตะจมูก
กรณ์ยืนนิ่ง กัดฟันแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นรอยนูน ดวงตาคู่คมจ้องมองผลไม้บนต้นที่คุณตาของเขาหวงแหนด้วยความรู้สึกที่แทบไม่ต่างจากตอนที่ซอสทรัฟเฟิลในครัวระดับมิชลินไหม้เกรียมคากระทะ มันคือความล้มเหลว... ความล้มเหลวที่เขายังมองไม่เห็นแม้แต่ตัวการ
“ผลที่ห้าแล้วนะริน... แค่ต้นนี้ต้นเดียว” น้ำเสียงของกรณ์ทุ้มต่ำและสั่นพร่าด้วยความหม่นหมองที่ซ่อนไว้ไม่มิด
“ไม่ใช่แค่ห้าผลหรอกค่ะกรณ์ ลองแหงนหน้ามองกิ่งบนดูสิ” รินชี้ปลายนิ้วขึ้นไปเหนือศีรษะ
ใต้ร่มเงาใบหนาทึบ ผลมะม่วงรุ่นแรกที่เขากับเธอเฝ้ารดน้ำพรวนดินมานับเดือนกำลังร่วงหล่นเกลื่อนกลาด บางผลแตกกระจายบนผืนหญ้า เผยให้เห็นหนอนสีขาวตัวเล็กละเอียดกำลังชอนไชเนื้อสีทองอร่ามอย่างตะกละตะกลาม ตัวต่อและมดดำเริ่มไต่ตอมซากความสูญเสีย และที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ เหนือผลไม้ที่ยังห้อยอยู่บนกิ่ง มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กปีกใส ลำตัวลายแถบสีเหลืองสลับดำ บินวนเวียนกรีดกรายอย่างไม่เกรงกลัว
“แมลงวันทอง...” กรณ์พึมพำ สายตาจับจ้องเจ้าฆาตกรตัวจิ๋วที่กำลังฝังท่อวางไข่ลงบนผิวผลไม้อีกผล “เราต้องฉีดอะไรสักอย่าง กำจัดพวกมันให้หมด เดี๋ยวนี้เลย”
“หยุดความคิดแบบเชฟในครัวติดแอร์เดี๋ยวนี้เลยนะ” รินหันมาประจันหน้า ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเธอฉายแววจริงจังจนกรณ์ต้องชะงัก “ที่นี่ไม่ใช่ห้องแล็บที่คุณจะสั่งพ่นยาฆ่าแมลงเคมีเพื่อเอาความเนียนตาชั่วคราวได้ ถ้าคุณพ่นสารเคมีวันนี้ ดินที่คุณตาฟื้นฟูมาสิบปี จุลินทรีย์ นก แมลงที่เป็นมิตร... ทุกอย่างจะพังหมด แล้วมะม่วงปิ่นโตที่คุณอยากเอาไปไหว้คุณตา มันจะมีความหมายอะไรถ้าเต็มไปด้วยสารพิษ?”
คำพูดของรินแทงใจดำกรณ์จนพูดไม่ออก อดีตเชฟหนุ่มถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ลมหายใจสะดุด เขาเสมองไปยังบ้านไม้เรือนไทยด้านหลัง สวนแห่งนี้คือมรดกชิ้นสุดท้ายของคุณตา ชายชราผู้เคยสอนเขาว่า *‘อาหารที่ดี เริ่มต้นจากจิตใจที่ไม่เบียดเบียนผืนดิน’* แต่ในความเป็นจริง การยืนดูผลผลิตเน่าคาต้นต่อหน้าต่อตามันทรมานเกินกว่าที่คนรักความสมบูรณ์แบบอย่างเขาจะทานทนไหว
“แล้วเราจะยืนดูมันแทะจนหมดสวนหรือไง?” กรณ์ถาม เสียงเริ่มมีอารมณ์ขุ่นมัว
“ใครบอกว่าจะยืนดูเฉยๆ ล่ะคะ ตามฉันมานี่”
รินไม่รอให้เขาโต้แย้ง เธอคว้าตะกร้าสานแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งนำไปยังแปลงสมุนไพรข้างคอกปุ๋ยหมัก กรณ์เดินตามแผ่นหลังเล็กนั้นไปอย่างไม่สบอารมณ์นัก แต่ความอยากเอาชนะวิกฤตนี้ทำให้เขายอมวางทิฐิลงชั่วคราว
เมื่อไปถึงแปลง รินก็ย่อตัวลงแล้วเริ่มใช้กรรไกรเล็มยอดพืชชนิดหนึ่งอย่างทะมัดทะแมง กลิ่นฉุนร้อนแรง ทว่าสดชื่นและคุ้นเคยลอยฟุ้งขึ้นมาในอากาศทันทีที่ใบของมันถูกตัด
“กะเพราป่า?” กรณ์เลิกคิ้ว
“ใช่ค่ะ โดยเฉพาะกะเพราป่าที่ออกดอกแก่จัดแบบนี้” รินยื่นกำใบกะเพราสีเขียวเข้มปนม่วงให้เขา “ในใบและดอกกะเพรามีสารตัวหนึ่งชื่อ ‘เมทิลยูจีนอล’ (Methyl Eugenol) กลิ่นของมันจะเลียนแบบฟีโรโมนของแมลงวันทองตัวเมีย เป็นกับดักเสน่หาที่ตัวผู้ต้านทานไม่ได้เลยล่ะ”
เธอนำกรณ์กลับมาที่แคร่ไม้ใต้ถุนบ้าน บนนั้นมีขวดน้ำพลาสติกใสใช้แล้ววางเรียงรายอยู่เป็นสิบใบ ลวดเส้นเล็ก สำลีก้อน และน้ำยาทำความสะอาดสูตรธรรมชาติ
“หน้าที่สับ เป็นของเชฟใช่ไหมคะ?” รินยิ้มบางๆ พลางส่งเขียงไม้กับมีดทำครัวเล่มยาวให้เขา
กรณ์มองมีดเชฟสัญชาติฝรั่งเศสราคาเหยียบหมื่นในมือสลับกับกองใบกะเพราป่า เขาแค่นยิ้มออกมาได้ในที่สุด ความตึงเครียดที่ขมึงเกลียวเริ่มคลายตัวลง เชฟหนุ่มจับด้ามมีดอย่างคุ้นชิน ปลายมีดขยับซอยใบกะเพราอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เสียงคมมีดกระทบเขียงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากใบกะเพราแตกตัวกระจายไปทั่วบริเวณจนแสบจมูก แต่มันกลับเป็นกลิ่นที่ปลุกสัญชาตญาณนักสู้ในตัวเขาขึ้นมาอีกครั้ง
“กรีดขวดให้เป็นช่องหน้าต่างเล็กๆ สองข้างแบบนี้นะคะ” รินสาธิตการใช้คัตเตอร์เจาะขวดพลาสติก “เจาะพอให้มันบินเข้าไปได้ แต่อย่าให้ใหญ่เกินจนลมพัดกลิ่นหายหมด จากนั้นเอาสำลีชุบสารสกัดจากใบกะเพราที่เราขยี้ผสมน้ำ แขวนไว้ตรงกลางขวด ใส่น้ำผสมสบู่อ่อนๆ ไว้ที่ก้นขวดนิดหน่อย พอมันบินเข้ามาดมกลิ่น มันจะตกลงไปในน้ำแล้วบินขึ้นไม่ได้”
กรณ์มองตามมือของหญิงสาวอย่างตั้งใจ นิ้วมือของรินมีรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้ ผิวกร้านแดดจากการลงแรงจริง แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง แตกต่างจากเขาที่เคยควบคุมทุกอย่างด้วยอุณหภูมิของเตาอบและองศาของเปลวไฟ
“ผมขอโทษนะ... ที่ใจร้อนเมื่อกี้” กรณ์เอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะที่มือยังคงช่วยร้อยลวดเข้ากับฝาขวด
รินชะงักมือไปนิดหนึ่ง เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาดื้อรั้นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความอบอุ่นที่ชวนให้ใจสงบ
“ไม่แปลกหรอกค่ะ ใครเห็นของที่ตัวเองลงแรงปลูกเสียหายก็ต้องตกใจทั้งนั้น” เธอถอนหายใจเบาๆ “แต่เกษตรอินทรีย์มันคือบทเรียนเรื่องความอดทนค่ะกรณ์ ธรรมชาติไม่ได้มีไว้ให้เราเอาชนะ แต่มีไว้ให้เราหาทางอยู่ร่วมกัน เราแค่ต้องเบี่ยงเบนความสนใจของพวกมัน ปกป้องสิ่งที่เรารัก โดยไม่ต้องทำลายวงจรชีวิตของใคร”
กรณ์นิ่งฟัง คำพูดของรินซึมลึกเข้าไปในรอยแผลใจที่เขามีมาตลอด เขาเคยคิดว่าการที่เขากดดันตัวเองจนหมดไฟในครัวระดับโลกเป็นเพราะเขาไม่เก่งพอ แต่แท้จริงแล้ว... เป็นเพราะเขาพยายาม ‘เอาชนะ’ ทุกอย่างรอบตัวต่างหาก
ช่วงบ่ายคล้อย ทั้งสองคนช่วยกันนำขวดกับดักแมลงวันทองอินทรีย์ไปแขวนไว้ตามกิ่งมะม่วงและต้นฝรั่งทั่วสวน โดยเลือกแขวนในระดับความสูงที่ร่มรื่นและมีลมพัดผ่านเบาๆ เพียงไม่ถึงสิบห้านาทีหลังจากแขวนขวดแรก กรณ์ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นแมลงวันทองตัวผู้ตัวแรกบินวนเวียนตามกลิ่นกะเพรา ก่อนจะมุดผ่านช่องหน้าต่างพลาสติกเข้าไปเกาะที่ก้อนสำลีอย่างคลั่งไคล้ และร่วงผล็อยลงสู่ก้นขวดในที่สุด
“เห็นไหมล่ะ ภูมิปัญญาชาวบ้านน่ะ ไม่แพ้วิทยาศาสตร์หรอกนะ” รินยกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ มือปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก
กรณ์มองผลงานตรงหน้า ความรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาดแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความตึงเครียด เขามองเศษมะม่วงห่ามที่ยังไม่ถูกแมลงเจาะซึ่งเก็บคัดแยกใส่ตะกร้าไว้
“เย็นนี้... ผมจะทำ ‘ยำมะม่วงปลาดุกฟูโบราณ’ ให้ทานนะ” กรณ์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงประกายตาบางอย่าง “ใช้มะม่วงพวกนี้แหละ ความเปรี้ยวอมฝาดของมัน น่าจะตัดกับความกรอบมันของเนื้อปลาดุกย่างที่ชาวบ้านเอามาฝากเมื่อวานได้ดี ถือเป็นรางวัลที่คุณช่วยกู้สวนไว้”
รินตาโตเป็นประกายทันทีที่ได้ยินชื่อเมนู “พูดจริงนะเชฟ! งั้นฉันขอข้าวสวยร้อนๆ จานพูนเลยนะ!”
เสียงหัวเราะใสๆ ของรินผสานไปกับเสียงยอดไม้ไหวตามแรงลมยามเย็น แสงแดดสีส้มอบอุ่นทอดยาวทาบทาลงบนผืนดิน กลิ่นใบกะเพราเคล้ากลิ่นดินชื้นสร้างบรรยากาศที่แสนสงบ ความหวังที่ริบหรี่เริ่มผลิบานขึ้นมาใหม่อีกครั้งในใจของกรณ์
ทว่า... ความสงบนั้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน
เสียงยางรถยนต์บดขยี้ก้อนกรวดบนทางเข้าสวนดังลั่นขึ้นอย่างหยาบคาย ทำลายความเงียบสงบของยามพลบค่ำลงในพริบตา
กรณ์และรินหันขวับไปมองพร้อมกัน ที่หน้าประตูรั้วไม้ไผ่ รถเก๋งยุโรปสีดำสนิทคันหรูที่ไม่คุ้นตาจอดเทียบสนิท ประตูด้านหลังเปิดออก ชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลภูมิฐานก้าวลงมา ดวงตาใต้กรอบแว่นสีเงินกวาดมองสภาพสวนรกครึ้มด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ใบหน้าของกรณ์
ชายคนนั้นหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลประทับตราครุฑและตราสัญลักษณ์ของกลุ่มทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังในกรุงเทพฯ ออกมาจากกระเป๋าเอกสาร
“ไม่ได้เจอกันนานนะ เชฟกรณ์ระวี...” น้ำเสียงเย็นชาดังกรีดผ่านสายลมยามเย็น “คิดว่าแอบหนีมากบดานอยู่ในสวนเน่าๆ นี่ แล้วพินัยกรรมฉบับใหม่ของคุณตา จะไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายงั้นหรือ?”
***
ฟาร์มเมอร์สุขใจหวังว่าบทนี้จะทำให้ทุกท่านสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายการต่อสู้เคียงข้างธรรมชาติ และร่วมลุ้นไปกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่กำลังจะถาโถมเข้าใส่ชีวิตของกรณ์ในตอนต่อไปนะครับ
กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข•ตอนที่ 15
วิกฤตแมลงวันทอง
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!