กลิ่นหอมกรุ่นของกระดาษเก่าและหมึกเวทมนตร์คุณภาพสูงลอยอบอวลอยู่ภายในห้องโถงตรวจสอบมานาประจำสถาบันเซนต์ลูเมียร่า ทว่าสำหรับคีธแล้ว สิ่งเหล่านั้นไม่ได้น่าสนใจเท่ากับตัวเลขศูนย์สว่างวาบสามตัวซ้อนที่กำลังกะพริบอยู่บนหน้าปัดผลึกแก้วตรงหน้า
"ศูนย์... ศูนย์... และก็ศูนย์"
เสียงพึมพำของเจ้าหน้าที่คุมสอบดังขึ้นด้วยความระคนแปลกใจ เขาขยับแว่นตาขอบทองให้เข้าที่ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเคาะลงบนเครื่องมือวัดระดับมานาเพื่อยืนยันว่ามันไม่ได้ชำรุด "เด็กน้อย... เธอแน่ใจนะว่ากรอกข้อมูลการสมัครถูกต้อง? โรงเรียนของเราไม่ได้จำกัดรับเฉพาะผู้มีพรสวรรค์ขั้นสูงก็จริง แต่การที่แกนมานาอยู่ในระดับ 'สุญญากาศ' แบบนี้... มันหมายความว่าเธอไม่สามารถขับเคลื่อนแม้กระทั่งเวทมนตร์จุดไฟขั้นพื้นฐานได้เลยนะ"
คีธยื่นมือกลับมาอย่างช้าๆ ใบหน้าของเด็กหนุ่มปีหนึ่งยังคงเรียบเฉย นัยน์ตาสสีนิลมองสำรวจอุปกรณ์เวทมนตร์ตรงหน้าด้วยความสนใจใคร่รู้ราวกับมันเป็นเพียงกลไกฟันเฟืองของนาฬิกา มากกว่าจะเป็นเครื่องมือตัดสินอนาคตทางการศึกษาของเขาในสถาบันแห่งนี้
"ผมตรวจสอบใบสมัครสามรอบก่อนส่งแล้วครับท่าน" คีธตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทว่าแฝงความกวนประสาทไว้เบาๆ อย่างแนบเนียน "และผมก็คิดว่าเครื่องมือของทางสถาบันไม่ได้พังด้วย เพราะถ้ามันพัง เจ้าหน้าที่ผู้ทรงคุณวุฒิคงจะไม่ทำหน้าเหมือนคนกำลังคำนวณภาษีผิดพลาดแบบนั้นหรอกครับ"
เจ้าหน้าที่หนุ่มชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเจอคำตอบย้อนกลับแบบนิ่มๆ เขาสูดหายใจเข้าลึก
ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังเวทมนตร์และการพยากรณ์อนาคต การไม่มีมานาในร่างกายก็ไม่ต่างอะไรจากการเป็นเศษเหล็กไร้ค่าในโรงงานนาฬิกาชั้นดี คีธรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร เขารู้ว่าตระกูลขุนนางหลายแห่งส่งบุตรหลานมาที่นี่เพื่อกอบโกยชื่อเสียงและพลังอำนาจ ขณะที่เขา... เดินเข้ามาพร้อมกับสมุดบันทึกเล่มหนากับปากกาขนนกคู่ใจ และสมองที่บรรจุตรรกะทางคณิตศาสตร์รวมถึงฟิสิกส์พื้นฐานแบบครบถ้วน
"เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นก็เชิญไปที่ลานประลองกลางเพื่อร่วมพิธีปฐมนิเทศเถอะครับ" เจ้าหน้าที่ถอนหายใจยาวเหยียด "ขอเตือนไว้ก่อนนะว่าคาบปฏิบัติการเวทมนตร์ของที่นี่ไม่ได้ปรานีใคร"
"ขอบคุณสำหรับคำเตือนครับ"
คีธโค้งศีรษะให้อย่างมีมารยาท ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องโถงตรวจสอบท่ามกลางสายตาสอดรู้สอดเห็นของเหล่านักเรียนปีหนึ่งคนอื่นๆ ที่ต่างก็กำลังโอ้อวดระดับพลังมานาธาตุของตนเอง บางคนเรียกเปลวไฟสีฟ้าขึ้นมาบนฝ่ามือ บางคนสร้างเกล็ดน้ำแข็งรูปดอกไม้ได้อย่างงดงาม ทุกภาพล้วนตอกย้ำความจริงที่ว่า เขานั้น 'แตกต่าง' และ 'ไร้ตัวตน' ในดินแดนแห่งนี้
ทว่าสำหรับคีธ ความไร้พลังเวทมนตร์ไม่ได้แปลว่าไร้หนทางชนะ
ในทางตรงกันข้าม เขากลับมองว่ากฎเกณฑ์ของเวทมนตร์ส่วนใหญ่มักมีช่องโหว่ทางตรรกะซ่อนอยู่ เวทมนตร์ต้องใช้มานาเป็นเชื้อเพลิง การร่ายคาถาต้องอาศัยภาษาโบราณที่มีโครงสร้างประโยคตายตัว และการพยากรณ์... ก็เป็นเพียงการคำนวณความน่าจะเป็นจากตัวแปรจำนวนมหาศาลเท่านั้นเอง
ระหว่างที่เขากำลังเดินลัดเลาะผ่านระเบียงทางเดินหินอ่อนสไตล์โกธิคเพื่อไปยังลานประลอง กลิ่นหอมจางๆ ของใบชาคาโมมายล์และกลิ่นอายความเย็นยะเยือกของพลังพยากรณ์ระดับสูงก็โชว์เข้าจมูกอย่างกะทันหัน
กึก!
ฝีเท้าของคีธหยุดชะงักลงโดยอัตโนมัติ เมื่อเขาพบว่าเบื้องหน้าของตนคือห้องพักอาจารย์ส่วนตัวที่ประตูไม้สักแกะสลักไม่ได้ปิดสนิท มีเพียงป้ายชื่อทองเหลืองติดไว้สั้นๆ ว่า 'ศาสตราจารย์เอลิน่า'
"ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าห้องคนอื่น มารยาทของนักเรียนปีหนึ่งยุคนี้เขาสอนกันแบบนี้หรือคะ คุณคีธ"
เสียงทุ้มนุ่มลึกแต่เย็นชาดังลอดออกมาจากความมืดสลัวภายในห้อง น้ำเสียงนั้นราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความโกรธเคือง แต่กลับกดดันจนบรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลงอย่างเห็นได้ชัด
คีธไม่ตกใจ เขาเพียงแต่เอามีมือล้วงกระเป๋าเสื้อคลุม นัยน์ตาสีนิลมองผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้ เล็กน้อย ก่อนจะดันประตูให้เปิดกว้างขึ้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
"ผมไม่ได้ยืนเก้ๆ กังๆ ครับศาสตราจารย์เอลิน่า ผมแค่กำลังประเมินว่าประตูห้องของอาจารย์ใช้กลไกเวทมนตร์ป้องกันการบุกรุกกี่ชั้น และทำไมมันถึงยังมีช่องโหว่ขนาดที่ทำให้แมวสามสีตัวนั้นเดินลอดเข้าไปได้"
คีธพยักเพยิดไปยังเจ้าเหมียวลายพร้อยที่กำลังนอนขดตัวอยู่บนกองตำราพยากรณ์โบราณบนโต๊ะทำงาน
ภายในห้องทำงานที่มืดสลัว แสงเทียนสีนวลสะท้อนให้เห็นร่างของหญิงสาวในชุดคลุมยาวสีดำสนิท เส้นผมสีเงินยวงยาวสลวยจนเกือบจรดพื้น ใบหน้ารูปไข่สวยคมคายราวกับตุ๊กตาแก้วชั้นดี ทว่านัยน์ตาสีม่วงอเมทิสต์คู่นั้นกลับลึกล้ำและว่างเปล่า ราวกับมองเห็นอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เอลิน่านั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงาน สายตาคมกริบราวกับใบมีดกำลังจ้องมองเด็กหนุ่มผู้ไร้มานาตั้งแต่หัวจรดเท้า
"เด็กปีหนึ่งส่วนใหญ่ที่เดินผ่านห้องนี้มักจะรีบเดินหนีด้วยความหวาดกลัว" เอลิน่าเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่น่าฟัง เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ "แต่เธอกลับวิเคราะห์ระบบป้องกันความปลอดภัยของห้องฉัน แถมยังกล้าต่อปากต่อคำตั้งแต่วันแรก... น่าสนใจดีนี่"
"ความกลัวไม่ได้ช่วยให้อัตราการรอดชีวิตในโรงเรียนนี้เพิ่มขึ้นหรอกครับศาสตราจารย์ มีแต่ความเข้าใจในกลไกของมันต่างหาก" คีธก้าวเข้าไปในห้องอย่างถือวิสาสะเล็กน้อย เขากวาดสายตามองกระดานดำที่เต็มไปด้วยสมการพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้า ซึ่งมีตัวเลขหลายจุดถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีแดง "อีกอย่าง... สมการพยากรณ์แถวที่สามของอาจารย์กำลังจะคำนวณผลลัพธ์ผิดพลาดในอีกสวินาทีข้างหน้า เพราะตัวแปรเรื่องกระแสลมจากหน้าต่างฝั่งทิศตะวันตกถูกละเลยไป"
เอลิน่าชะงัก ถ้วยชาในมือหยุดค้างอยู่กลางอากาศ นัยน์ตาสีม่วงอเมทิสต์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด นี่คือสมการพยากรณ์ระดับสูงที่แม้แต่สภาเวทมนตร์ยังต้องใช้เวลาสามวันในการตรวจสอบ แต่นักเรียนปีหนึ่งที่ 'ไร้มานา' คนนี้กลับมองปราดเดียวแล้วบอกว่ามันผิดพลาดงั้นหรือ?
ก่อนที่อาจารย์สาวจะได้เอ่ยปากซักถามสิ่งใด จู่ๆ บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงัดที่น่าอึดอัด หน้าต่างไม้สักถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงลมประหลาด พร้อมกันนั้น เสียงแจ้งเตือนลึกลับที่ไม่มีใครได้ยินนอกจากคีธ ก็ดังขึ้นก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา
[ติ๊ง! ตรวจพบเงื่อนไขพิเศษ: เข้าสู่เขตพื้นที่วิกฤตระดับ SSS]
[ระบบ 'นักวางกลยุทธ์แห่งความจริง' เริ่มต้นการทำงาน...]
[ภารกิจแรกเริ่ม: คลี่คลายวิกฤตการณ์พยากรณ์ล่วงหน้าของหอคอยทิศเหนือภายใน 10 นาที มิฉะนั้น อาจารย์เอลิน่าจะสูญเสียพลังเวทมนตร์ถาวร!]
คีธหรี่ตาลง รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่จางหายไปแทนที่ด้วยแววตาสุขุมคมคาย เขาหันไปสบตากับอาจารย์สาวลึกลับที่กำลังมองเขาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"ดูเหมือนว่า... วันแรกของผมที่โรงเรียนนี้ จะไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดแล้วสินะครับ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับก้าวแรกของเด็กหนุ่มผู้ใช้สมองท้าทายเวทมนตร์นี้นะครับ
นักเรียนตัวร้ายกับอาจารย์สายเวทย์พยากรณ์•ตอนที่ 1
กฎข้อแรกของความไร้พรสวรรค์
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักเรียนตัวร้ายกับอาจารย์สายเวทย์พยากรณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
