"กลิ่นสนิมเหล็กกับเนื้อเน่า... ไม่ได้หอมหวานพอที่จะชวนให้ผมอยากร่วมวงด้วยหรอกครับ ดร.อชิระ"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของผืนป่าดิบชื้นแห่งเทือกเขาตะนาวศรี แสงไฟฉายแรงสูงสีขาวนวลกวาดผ่านซากกิ่งไม้ระเกะระกะ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างมหรรณพของพุ่มไม้หนาทึบ ซึ่งบดบังบางสิ่งไว้ครึ่งๆ กลางๆ
รวิศยืนนิ่งเป็นรูปปั้น มือข้างหนึ่งกุมด้ามมีดเหน็บประจำกายในฝักหนังสีเข้ม สายตาสีสนิมกวาดมองสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างพินิจพิเคราะห์ สัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ถูกขัดเกลาด้วยประสบการณ์พรานป่ามาค่อนชีวิตกำลังบอกเขาว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่ป่าอาถรรพ์ธรรมดา แต่มันคือหลุมพรางที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต
เบื้องหน้าของเขาทั้งสองคือซากโครงกระดูกมนุษย์ที่นั่งพิงโคนต้นตะเคียนใหญ่ สภาพศพแห้งกรังราวกับถูกสูบน้ำในร่างกายออกไปจนหมดสิ้น เสื้อผ้าสนามสีเขียวขี้ม้าที่เปื่อยยุรหน่อยบ่งบอกว่าเจ้าของร่างนี้คงไม่ได้สัมผัสโลกภายนอกมานานนับทศวรรษ เศษซากอุปกรณ์สำรวจสมัยโบราณกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของ ดร.อชิระ กลับไม่ใช่โครงกระดูกเหล่านั้น หากแต่เป็นสมุดบันทึกปกหนังสีดำที่ถูกกำไว้แน่นในมือโครงกระดูก ซึ่งมีคราบของเหลวสีคล้ำแห้งกรังเกรอะกรังจนแทบหลอมรวมเป็นเนื้อเดียว
ดร.อชิระ ปรับแว่นตากรอบทองบนสันจมูก เลนส์หนาเตอะสะท้อนแสงไฟฉายวับวาว ความเงียบงันที่แผ่ออกมาจากตัวนักมานุษยวิทยาวัยสี่สิบปลายๆ ผู้นี้ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แววตานั้นกลับเปล่งประกายความตื่นเต้นเร้าใจ ราวกับนักล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่ออันโอชะ
"คุณกำลังประเมินค่าความตายต่ำไปนะครับ คุณรวิศ" อชิระกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก "ศพนี้ไม่ได้ตายเพราะไข้ป่า หรือแม้แต่คมเขี้ยวของสัตว์ร้าย รอยแยกบนกระโหลกศีรษะนั่น... เป็นฝีมือของมนุษย์ หรือบางที... อาจเป็นสิ่งที่มนุษย์พยายามสร้างขึ้นเพื่อลบตัวตนของเขาออกจากหน้าประวัติศาสตร์"
รวิศปรายตามองคู่สนทนา ชriaในน้ำเสียงของนักวิชาการผู้คลั่งไคล้พิธีกรรมโบราณทำให้เขารู้สึกขัดหูอยู่เสมอ ความลุ่มหลงในสิ่งที่มองไม่เห็นคือจุดอ่อนที่พรานหนุ่มเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงมาตลอดหลายปี นับตั้งแต่คืนวันอันเลวร้ายที่พรากครอบครัวและศรัทธาในไสยเวทไปจากอก
"ประวัติศาสตร์มักถูกเขียนด้วยเลือดอยู่แล้วครับ ด็อกเตอร์ แต่ถ้าเลือดพวกนั้นมันจะดึงเราตกลงไปในหลุมพรางเดียวกันกับไอ้หมอนี่ ผมว่าเราควรหยุดแล้วถอยหลังกลับเสียแต่ตอนนี้จะดีกว่า" รวิศเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีปนความรำคาญใจ กล้ามเนื้อสันกรามของเขาขยับเล็กน้อยยามกวาดสายตามองความมืดมิดรอบกายที่ราวกับมีดวงตานับร้อยกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่
อชิระหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและก้องกังวานอยู่ในความเงียบของป่าทึบ เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ซากศพนั้นอย่างไร้ความเกรงกลัว รองเท้าบูทหนังเหยียบย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งเกิดเสียงดังกรอบแกรบ บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลดลงอย่างเฉียบพลัน ลมหนาววูบหนึ่งพัดผ่านยอดไม้ ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบของผู้ตาย
"ถอยหลังเหรอครับ? เกรงว่าจะสายไปเสียแล้วล่ะ..." อชิระพึมพำขณะย่อตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าโครงกระดูก มือสวมถุงมือยางยื่นออกไปสัมผัสกับสมุดบันทึกเปื้อนเลือดเล่มนั้น
รวิศหรี่ตาลง สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่นในหัว เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวนักวิชาการผู้ดื้อรั้นในพริบตา มือหนาคว้าข้อแขนของอชิระไว้แน่น แรงบิดจากพรานป่าทำให้ร่างของอีกฝ่ายชะงัก
"อย่าเพิ่งแตะ..." รวิศเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน "มีบางอย่างผิดปกติ"
อชิระไม่สะทกสะทราน เขาดึงข้อมือกลับอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว รอยยิ้มประหลาดปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสันที่อาบไล้ด้วยแสงไฟฉาย
"ความผิดปกติที่คุณว่า... คือสิ่งเดียวที่เราอุตส่าห์ดั้นด้นมาตามหาไม่ใช่หรือครับ คุณรวิศ? นักสำรวจคนนี้ชื่อ 'ธนา' เขาหายตัวไปพร้อมกับบันทึกการเดินทางเมื่อยี่สิบปีก่อน และถ้าผมเดาไม่ผิด... สมุดเล่มนี้ไม่ได้บันทึกแค่พิกัดของขุมทรัพย์ แต่บันทึกวิธีปลุกสยس 'อาคมอำพราง' ที่กำลังตามล่าเราอยู่"
สิ้นคำพูดของอชิระ บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เสียงจิ้งหรีดและแมลงกลางคืนที่เคยร้องระงมกลับเงียบกริบลงพร้อมกัน ราวกับถูกกดปุ่มปิดสวิตช์
กึก... กึก...
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังขึ้นแว่วๆ จากความมืดมิดเบื้องหน้า ห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร เป็นจังหวะก้าวเดินที่มั่นคง ผิดธรรมชาติของสัตว์ป่าทั่วไป และไม่มีเสียงกิ่งไม้หักแม้แต่น้อย ราวกับร่างนั้นกำลังลอยเหนือพื้นดิน
รวิศผลักอชิระหลบไปด้านข้างในเสี้ยววินาที พร้อมกับชักมีดเหน็บออกจากฝัก แววตาสีสนิมคมกริบดุจพญาเสือจ้องเขม็งไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตัวระดับสูงสุด
ไฟฉายในมือของรวิศส่องกราดไปยังต้นทางของเสียง ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด ร่างเงาดำทมิฬรูปร่างสูงใหญ่เกินมนุษย์กำลังก้าวออกมาจากม่านหมอกทึบ ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองตรงมาที่พวกเขาด้วยความกระหายเลือด และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... บนใบหน้าของเงาร่างนั้น สวมหน้ากากไม้แกะสลักโบราณที่มีลวดลายเดียวกับรอยสลักบนปกสมุดบันทึกเปื้อนเลือดในมือของโครงกระดูก!
อชิระสูดหายใจเข้าลึกๆ แว่นตาหนาเตอะใต้แสงไฟส่องประกายความระทึกใจอย่างปิดไม่มิด เขากระซิบเบาๆ ข้างหูรวิศด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบรากับกำลังชมการแสดงละครเวที
"ดูเหมือนว่า... เจ้าของสมุดเลนนี้ เขากลับมาทวงของของเขาคืนแล้วล่ะครับ..."
รวิศไม่ได้ตอบคำถาม มือที่กำด้ามมีดสั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยวและสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่ถูกปลุกเร้า...
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ดินแดนลี้ลับนี้ด้วยกันนะครับ
รอยเลือดบนบันทึกต้องสาป: ปริศนาอาคมอำพราง•ตอนที่ 1
บันทึกในหน้ากระดาษเปื้อนเลือด
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดบนบันทึกต้องสาป: ปริศนาอาคมอำพราง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
