“โลหิตสามหยดนี้... เป็นเครื่องเซ่นสังเวยแด่ความโง่เขลาของพวกเจ้า”
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรกดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวภายในโรงเตี๊ยมร้างนอกเมืองหลวง กลิ่นอายความตายไม่ได้มาพร้อมกับลมพายุหรือเสียงคำรามกึกก้อง ทว่ามันกลับลอยมากับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกอวี้หลานที่ถูกเจือปนด้วยพิษร้ายแรงถึงชีวิต
เงาร่างหนึ่งนั่งเอกเขนกอยู่บนคานไม้เก่าแก่เบื้องบน ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีมองลอดความมืดลงมา ปรโลกมิได้อยู่ไกลตัวสำหรับผู้ที่ก้าวเข้ามาในรัศมีกระบี่ของ ‘ฉินอวี้หาน’
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งก้านธูปก่อน ภายในโรงเตี๊ยมที่ควรจะร้างผู้คนกลับปรากฏกลุ่มมือสังหารจากสำนักกระบี่โลหิตเจ็ดนาย พวกมันล้วนเป็นมือพระกาฬที่ถูกส่งมาเพื่อทวงคืน "คัมภีร์ผลาญดารา" สมบัติล้ำค่าที่ฉินอวี้หานแย่งชิงมาจากมือของอาจารย์ทรยศผู้ให้กำเนิดเขาขึ้นมา ทว่า ในยุทธภพนี้ มีเพียงสัจธรรมเดียวเท่านั้นที่ค้ำจุนทุกสิ่ง — ผู้เข้มแข็งย่อมกลืนกินผู้อ่อนแอ และผู้ทรยศย่อมต้องชดใช้ด้วยเลือด
“ฉินอวี้หาน! ออกมาเสียโดยดี เจ้าหนีไม่พ้นเงื้อมมือของสำนักเราหรอก!” หัวหน้ามือสังหารแผדเสียงคำราม กวาดตามองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แม้ปากจะตะโกนด้วยความฮึกเหิม ทว่าเม็ดเหงื่อกาฬกลับผุดพรายเต็มขมับ
ความเงียบคือคำตอบ...
ฉินอวี้หานในชุดคลุมสีดำสนิทขลิบด้ายเงิน ปลายผมยาวปลิวไสวตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของผนัง เขาไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย รัศมีพลังปราณรอบตัวถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียนจนแทบไม่หลงเหลือร่องรอย ราวกับเขาเป็นส่วนหนึ่งของความมืดมิดนั้นอย่างแท้จริง ปมในใจจากการถูกหักหลังโดยผู้มีพระคุณยังคงกรีดแทะจิตวิญญาณของเขาดั่งคมมีด ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่อาจารย์ที่ตนเคารพรักดั่งบิดาลงมือลอบสังหารเขาเพื่อแย่งชิงเคล็ดวิชา ยังคงเด่นชัดและหล่อหลอมให้จิตใจของฉินอวี้หานด้านชาดั่งน้ำแข็งพันปี
*ฟุบ!*
ประกายแสงสีเงินวาบขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียว ราวกับสายฟ้าฟาดผ่านความมืดมิด ไร้ซึ่งเสียงแหวกอากาศ ไร้ซึ่งร่องรอยการชักกระบี่
หัวหน้ามือสังหารผู้เรืองนามเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกะทันหัน มันพยายามยกกระบี่ในมือขึ้นป้องกัน ทว่าสายเกินไปเสียแล้ว เส้นด้ายแห่งความตายได้ถูกตวัดผ่านลำคอของมันอย่างไร้ปรานี ศีรษะหลุดออกจากบ่าโดยที่เลือดสาดกระเซ็นย้อมผนังไม้สีหม่นให้กลายเป็นสีแดงฉาน
“อ๊ากกก!” เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นตามมาด้วยความตื่นตระหนก มือสังหารที่เหลืออีกหกนายต่างหน้าถอดสี ถอยร่นกรูdเข้าหากันด้วยความหวาดกลัว พวกมันไม่เคยพบเห็นกระบี่รูปแบบใดที่รวดเร็วและไร้รูปร่างเช่นนี้มาก่อน มันไม่ใช่กระบี่ที่ใช้ฟันแทง แต่มันคือ "เจตంటกระบี่" ที่ถูกหลอมรวมเข้ากับจิตสังหารอันไร้ขอบเขต
“ปีศาจ... นี่มันวิชามารอันใดกัน!” หนึ่งในมือสังหารเข่าทรุดลงกับพื้น ร่างกายเริ่มสั่นเทาเมื่อความรู้สึกชาแล่นริ้วขึ้นมาจากปลายนิ้ว พิษสลายวิญญาณที่เคลือบอยู่บนคมกระบี่ไร้ลักษณ์เริ่มกัดกินเส้นเอ็นและลมปราณของพวกมันทีละน้อย
ฉินอวี้หานค่อยๆ ทิ้งตัวลงมาจากคานไม้อย่างแผ่วเบาราวกับขนนก ร่างกายสูงสง่า ท่วงท่าองอาจเย่อหยิ่งดั่งพญาอินทรีผู้ไม่ก้มหัวให้ผู้ใด แววตาคู่คมกวาดมองเหยื่อที่ดิ้นรนด้วยความทรมานเบื้องหน้า ราวกับกำลังมองมดปลวกกลุ่มหนึ่งที่บังอาจอาจหาญท้าทายอำนาจแห่งฟ้าดิน
“วิชามารหรือ?” ฉินอวี้หานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เย็นชาจนคนฟังรู้สึกหนบเหน็บถึงขั้วหัวใจ “สิ่งที่ข้าใช้ สั่งสอนให้พวกเจ้าได้รู้ว่า... โลกใบนี้ผู้ใดกำกับกฎเกณฑ์ ผู้ที่อ่อนแอต่างหากคือผู้สร้างบาปกรรมขึ้นมาเอง”
เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ดัง ก๊อก... ก๊อก... ราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยพลังกดดันมหาศาลที่กดทับท่วงท่าและจิตวิญญาณของมือสังหารที่เหลืออยู่จนแทบกระอักเลือด
ในวินาทีนั้นเอง ก่อนที่ฉินอวี้หานจะสะบัดกระบี่ปลิดชีพพวกมันทั้งหมด บรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนแปลงไปกะทันหัน อุณหภูมิภายในโรงเตี๊ยมลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว กลีบดอกเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากเพดานที่พังทลาย ทั้งๆ ที่ภายนอกเป็นฤดูคิมหันต์อันร้อนระอุ
กลิ่นหอมเย็นยะเยือกของดอกบัวหิมะโชยมาแตะจมูก พร้อมกับเงาร่างอันบอบบางแต่สง่างามดั่งเทพเซียนในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเมฆาคล้อย นางก้าวเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียงราวกับเดินอยู่บนปุยเมฆ ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดวงตาดั่งหยกเย็นคู่นั้นจับจ้องมาที่ฉินอวี้หานด้วยประกายความเย็นชาที่สามารถแช่แข็งสรรพสิ่งได้
‘ไป๋หลินจือ’ ผู้นำสำนักเมฆาคล้อย นางเซียนผู้ยึดมั่นในความถูกต้องและวิถีแห่งเซียนปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ฉินอวี้หาน มือมารเช่นเจ้า... วันนี้ต้องหยุดมือและชดใช้หนี้เลือดทั้งหมดที่สำนักเมฆาคล้อยเสียที” เสียงใสประดุจระฆังแก้วเอ่ยขึ้น แฝงไว้ด้วยพลังปราณตบะกล้าที่กดดันจนฉินอวี้หานต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย
ฉินอวี้หานไม่เพียงแต่ไม่ถอยหนี ทว่ามุมปากหยักลึกของเขากลับปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน ทว่าในแววตากลับมีความไหววูบประหลาดที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้ความหมายได้
“ที่แท้ก็เป็นแม่นางไป๋... ลมอะไรหอบท่านผู้สูงส่งเช่นนี้มาเยือนโรงเตี๊ยมร้างอับชื้นแห่งนี้เล่า หรือว่า... คิดถึงคมกระบี่ของข้าจนทนไม่ไหว?”
คำพูดเย้าแหย่ที่แฝงความอาจหาญนั้นทำให้นิ้วเรียวยาวของไป๋หลินจือที่กุมด้ามกระบี่เซียนกระชับแน่นขึ้นทันที ใบหน้างดงามขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความโกรธขึง ก่อนที่นางจะชักกระบี่ออกจากฝัก เปล่งประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าสะท้อนเงาจันทร์ ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่กระบี่ทั้งสองเล่มกำลังจะปะทะกันเพื่อตัดสินชะตากรรม ไป๋หลินจือกลับส่งเสียงกระซิบเบาๆ ที่ทำให้มือสังหารคนสุดท้ายที่กำลังจะตายเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง —
“...ระวังตัวด้วย คนที่เจ้าตามหา ไม่ได้มีเพียงแค่สำนักเมฆาคล้อยเท่านั้น”
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถียุทธภพอันเชือดเฉือนนี้นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนดารา : วิถีสังหารท่ามกลางหมอกโลหิต•ตอนที่ 1
คมกระบี่ในเงามืด
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนดารา : วิถีสังหารท่ามกลางหมอกโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
