"แปลนห้องชุดชั้นยี่สิบสี่นี้ คุณแก้มาสามรอบแล้วนะคุณณัฐรดา... หรือว่าสมองส่วนการออกแบบของคุณมันตีบตันไปตามอายุขัยของตึกนี้กันแน่?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย้ยหยันดังขึ้นทันทีที่ร่างสูงของภูผาก้าวเข้ามาในห้องประชุมส่วนตัว ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มเล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดมองแผ่นแปลนสถาปัตยกรรมที่กางอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยแววตาจับผิด
ณัฐรดากำปากกาในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ชายปากร้ายตรงหน้าทันทีโดยไม่มีทีท่าว่าจะหลบสายตา ความหงุดหงิดพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนแทบอยากจะเอาไม้บรรทัดเหล็กฟาดหัวหนา ๆ ของวิศวกรหน้านิ่งคนนี้สักที ข้อหาหาเรื่องเก่งเป็นที่หนึ่ง ยิ่งเห็นรอยยิ้มมุมปากที่อีกฝ่ายจงใจกวนประสาท เธอก็ยิ่งอยากจะซัดหมัดใส่สักเปรี้ยง
"ถ้าสมองของฉันมันตีบตันจนใช้งานไม่ได้จริง ๆ ป่านนี้โปรเจกต์นี้คงพับฐานไปตั้งแต่เดือนแรกแล้วค่ะคุณวิศวกร... อ้อ หรือว่าที่คุณเดินวนเวียนจับผิดฉันไม่เลิกเนี่ย เป็นเพราะสมองของคุณมันว่างงานจนไม่มีอะไรทำ หรือเพราะคิดถึงหน้าฉันจนนอนไม่หลับกันแน่คะ?"
ณัฐรดายอกย้อนกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทและรอยยิ้มหวานหยดที่เคลือบยาพิษ ดวงตากลมโตจ้องตรงไปยังนัยน์ตาคมเข้มของเขาอย่างท้าทาย เธอเกลียดนักไอ้ท่าทางวางมาดเหนือกว่าและสายตาเหมือนรู้ทันทุกอย่างนั่นเต็มประดา
ภูผาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มกวนประสาทบนมุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยความระ7อุในดวงตา เขาไม่ได้โกรธที่โดนย้อน แต่มันน่าหงุดหงิดทุกทีที่ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยยอมก้มหัวให้เขาเหมือนคนอื่น ๆ ยิ่งพยายามจะต้อนให้จนมุม เธอกลับพลิกเกมมาจี้จุดตายของเขาได้ทุกครั้ง บรรยากาศในห้องประชุมแคบ ๆ พลพลันอัดแน่นไปด้วยกระแสไฟฟ้าที่มองไม่เห็น แรงดึงดูดประหลาดระหว่างความดื้อรั้นและทิฐิพุ่งชนกันจนอากาศรอบตัวแทบจะหลอมละลาย
"ปากดีไม่เปลี่ยน..." ภูผาพึมพำลอดไรฟัน ก้าวเท้าเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานตัวใหญ่จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงครึ่งต่อครึ่ง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยแตะจมูกณัฐรดาราวกับจงใจคุกคามพื้นที่ส่วนตัว มือหนาวางทับลงบนมุมกระดาษแปลนพิมพ์เขียวขนาดยักษ์ ก้มหน้าลงต่ำจนปลายจมูกเกือบจะชนกับกรอบแว่นสายตาของเธอ "แต่ถ้าคุณมั่นใจนักว่าแบบแปลนที่แก้มาล่าสุดมันไร้ที่ติ ทำไมมือถึงได้สั่นตอนถือปากกาูล่ะครับ คุณสถาปนิกคนเก่ง?"
ณัฐรดาสะดุ้งเฮือก หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุจากร่างกายของคนที่โน้มตัวเข้ามาใกล้จนเกินงาม เธอรีบขยับถอยหลังตามสัญชาตญาณ แต่ติดพนักเก้าอี้จนหนีไปไหนไม่ได้ ร่างบางแนบชิดกับพนักพิง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจเมื่อใบหน้าหล่อเหลาคมคายอยู่ห่างจากเธอแค่คืบ ลมหายใจอุ่น ๆ ของเขารดรินอยู่เหนือแก้มนวลจนขนลุกซู่
"ถ...ถอยออกไปนะคุณภูผา นี่มันที่ทำงาน!" เธอเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงสติและเก๊กสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด แม้ว่าหัวใจในอกจะเต้นรัวโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอกอยู่รอมร่อ
"ที่ทำงานแล้วไงครับ? หรือว่าคุณกลัว..." เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดริมหู ดวงตาคมปลาบกวาดมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า ก่อนที่สายตาของเขาจะเลื่อนต่ำลงมาหยุดมองที่เอกสารสลับกับใบหน้าของเธอ "ผมแค่อย จะชี้ให้เห็นว่า ตรงโครงสร้างรับน้ำหนักตรงนี้... ถ้าคุณยังดึงดันจะออกแบบให้มันโค้งรับกับสุนทรียศาสตร์บ้าบอของคุณ ตึกนี้ได้ถล่มลงมาทับหัวคนตายหึงก่อนที่จะสร้างเสร็จแน่"
ณัฐรดากะพริบตาปริบ ๆ ความรู้สึกเขินอายเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความฉุนเฉียวทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องงาน เธอปัดมือหนาที่ทับแปลนอยู่ออกอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบดินสอขึ้นมาหมุนควงในมือเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา
"เรื่องโครงสร้างฉันคำนวณมาอย่างดีผ่านโปรแกรมวิเคราะห์มาตรฐานสากลแล้วค่ะ ไม่ใช่แค่นั่งจินตนาการเอาเองจากความกลัวของตัวเองเหมือนที่คุณทำอยู่ทุกวันนี้ ถ้าคุณสละเวลาอ่านรายงานการคำนวณที่ฉันส่งให้ตั้งแต่เมื่อวานสักนิด สมองส่วนตรรกะของคุณคงไม่ต้องมานั่งเหนื่อยตั้งคำถามโง่ ๆ แบบนี้หรอกนะคะ คุณวิศวกร"
ประโยคเชือดเฉือนที่มาพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันทำเอาคิ้วเข้มของภูผากระตุกวูบ รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากหนาอีกครั้ง เขาไม่ได้โกรธ กลับรู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้าเวลาเถียงคอเป็นเอ็นแบบนี้มันน่าดึงดูดใจจนน่าหมั่นไส้เป็นบ้า มือหนายื่นออกไปรวบข้อมือบางที่กำลังถือดินสอไว้แน่น ไม่ยอมให้เธอได้ขยับหนีไปไหน แรงบีบกระชับพอเหมาะทำให้ณัฐรดารู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งแขน
"ปากเก่งแบบนี้... น่าจับมาดัดนิสัยให้เข็ดนัก" ภูผาก้มกระซิบชิดริมหูกระแสเสียงต่ำทุ้มเต็มไปด้วยความท้าทาย "แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น..."
ยังไม่ทันที่ภูผาจะพูดจบประโยค เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกัน พร้อมกับร่างสูงโปรดของ 'คีย์' เพื่อนสนิทและสถาปนิกพาร์ทเนอร์ร่วมโปรเจกต์ที่ผลักประตูเข้ามาหน้าตาเฉย โดยไม่ทันได้ดูตาม้าตาเรือว่าบรรยากาศในห้องตอนนี้มันชวนให้คนเข้าใจผิดขนาดไหน
"เฮ้ย คุณผา... คุณณัฐ... คือผมไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะสวีทอะไรหรอกนะ แต่พอดี..." คีย์ชะงักกึกทันทีเมื่อเห็นท่าทางล่อแหลมของทั้งคู่ มือที่ถือแท็บเล็ตค้างไว้ร่วงลงข้างลำตัวเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าทันที "อุ๊ย! ผมมาช้าไปสินะ หรือควรจะออกไปรอข้างนอกก่อนดี?"
ณัฐรดารีบสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของภูผาทันที ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงก่ำด้วยความเขินอายและโกรธปะปนกัน เธอรีบดันตัวลุกขึ้นยืนตรง สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติ กลับมาคุมมาดสาวมั่นได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากภูผาที่ยังคงยืนนิ่งสีหน้าเรียบเฉย ไร้ร่องรอยความกระดากอายแม้แต่น้อย เขาสอดมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋าางเกงสแล็คอย่างใจเย็น ก่อนจะปรายตามองเพื่อนสนิทของเธอด้วยแววตาเรียบนิ่ง
"มีอะไร คีย์?" ภูผาเอ่ยถามเสียงเรียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คีย์กลั้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ ชูแท็บเล็ตในมือขึ้นสูง ดวงตาสดใสเป็นประกายระยิบระยับด้วยความอยากรู้อยากเห็นขั้นสุด
"พอดีมีคนส่งอีเมลอัปเดตด่วนมาจากบอร์ดบริหารใหญ่... เรื่องแผนการปรับปรุงโครงสร้างตึกทั้งหมด และที่สำคัญที่สุดคือ..." คีย์เว้นจังหวะ หันไปมองหน้าเพื่อนสาวสลับกับวิศวกรหนุ่มด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "พวกเขาเพิ่งส่ง 'คนนอก' ที่พวกคุณเกลียดขี้หน้าที่สุดเข้ามาเป็นที่ปรึกษาโปรเจกต์นี้แบบกะทันหัน และตอนนี้... เขามายืนรออยู่ที่ห้องรับรองข้างล่างแล้วครับ"
คำพูดของคีย์ทำให้บรรยากาศในห้องที่คุกรุ่นด้วยความตึงเครียดเมื่อครู่นิ่งงันไปในพริบตา ณัฐรดานิ่งงัน ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ขณะที่ภูผาหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากตัววิศวกรหนุ่มทันที
ใครกันที่กล้าเข้ามาแทรกกลางระหว่างสงครามประสาทของพวกเขาสองคนในเวลานี้?
หวังว่ารี้ดทุกท่านจะชอบตอนนี้นะครับ
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาตรวัดความรู้สึกที่พังทลาย•ตอนที่ 3
กฎที่ต้องแหก
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาตรวัดความรู้สึกที่พังทลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
