กลิ่นอายของดอกลิลลี่สีขาวนวลราคาแพงระยับคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นแชมเปญชั้นเลิศในห้องจัดเลี้ยงแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพมหานคร ทว่าสำหรับรินรดาแล้ว กลิ่นเหล่านี้ช่างอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการเสแสร้งและความฉาบฉวย เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ ขัดกับเสียงหัวเราะต่อกระซิกของเหล่าเซเลบริตี้และนักธุรกิจแถวหน้าที่กำลังพากันประจบประแจงชายหนุ่มผู้ยืนอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของห้อง
ธามัน... ประธานบริหารหนุ่มไฟแรงผู้กุมบังเหียนอาณาจักรแฟชั่นแถวหน้า เขายังคงดูสง่างามและเปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานไม่เปลี่ยนแปลง สูทผ้าแคשمیرตัดเย็บอย่างประณีตรับกับใบหน้าคมคายที่ประดับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ รอยยิ้มเดียวกับที่เคยหลอกล่อให้เธอยอมมอบทั้งหัวใจและฝีมือการออกแบบทั้งหมดให้เขาเหยียบย่ำเมื่อหลายปีก่อน
"ขอบคุณทุกท่านมากครับที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในคอลเลกชันใหม่ 'Aethel' ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่า L'Amour สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ได้..."
เสียงทุ้มนุ่มที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีดังผ่านไมโครโฟน รินรดายืนอยู่มุมมืดของห้องหลังเสาหินอ่อนสีครีม ร่างระหงภายใต้ชุดเดรสเข้ารูปสีดำสนิท ไร้ลวดลาย ทว่าตัดเย็บด้วยโครงสร้างที่คมกริบและขับเน้นทรวดทรงอย่างทรงพลัง เธอกดริมฝีปากเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีชาซ่อนแววตาดุดั่งคมมีดที่อาบด้วยความเย็นเยียบ
ไม่มีใครในที่นี้จำเธอได้... หรืออย่างน้อยพวกเขาก็ลืมไปแล้วว่า ดีไซเนอร์เงาผู้สร้างยอดขายถล่มทลายให้แบรนด์ในอดีตคือใคร เพราะชื่อของธามันถูกยกย่องให้เป็นอัจฉริยะแต่เพียงผู้เดียว
แต่ความเงียบงันของเธอกำลังจะสิ้นสุดลงในค่ำคืนนี้
เมื่อเสียงปรบมือเกรียวกราวสงบลง ธามันกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบห้องเพื่อรับคำชมเชย ทว่าจังหวะที่สายตาของเขาเคลื่อนผ่านมุมมืดหลังเสาหิน รอยยิ้มบนริมฝีปากของเขาก็ชะงักค้างไปชั่วขณะ ราวกับถูกภาพหลอนจากอดีตตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง
รินรดาไม่หลบสายตา เธอค่อยๆ ถอดแว่นกันแดดสีชาออกช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาคู่สวยที่ฉายแววท้าทายและเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง มุมปากของเธอหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่ทำเอาลมหายใจของธามันสะดุดกักขังอยู่ในลำคอ
ชายหนุ่มส่งสัญญาณมือให้ผู้ช่วยจัดการงานต่อ ก่อนจะสาวเท้าก้าวเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียดที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ความสุภาพตามมารยาทสังคม
"คุณ... เข้ามาในงานนี้ได้อย่างไร" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟันเมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า รินรดาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตื่นตระหนกที่แผ่ออกมาจากตัวเขา แม้เขาจะพยายามควบคุมมันได้ดีแค่ไหนก็ตาม
"ทำไมคะ หรือว่าการที่อดีตภรรยาของคุณจะมาร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของสามีเก่า... เอh ต้องเรียกว่าอดีตสามีสิคะ ถึงจะถูกต้อง จะถือว่าเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญขนาดนั้นเลยหรือ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทุกคำกลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนเนื้อสดๆ
ธามันขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขาเหลือบมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดระแวงกลัวว่าจะมีใครได้ยินบทสนทนาอันเปราะบางนี้ "รินรดา อย่ามาเล่นเกมสติแตกอะไรแถวนี้ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คุณจะมาเรียกร้องความสนใจ ถ้าคุณต้องการเงิน..."
"เงิน?" รินรดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูวังเวงและเยือกเย็นจนธามันรู้สึกเสียวสันหลังวาบ "คุณคิดว่าฉันกลายมาเป็นขอทานข้างถนนหลังจากที่คุณเขี่ยฉันทิ้งอย่างไรล่ะคะ ธามัน คุณประเมินฉันต่ำเกินไป... เหมือนกับที่คุณเคยประเมินงานออกแบบของฉันเมื่อสามปีก่อนนั่นแหละ"
"เธอหมายความว่ายังไง" ธามันเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์กำลังหลุดมือ การปรากฏตัวของเธอในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
รินรดาไม่ตอบคำถาม เธอหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลเข้มออกมาจากกระเป๋าคลัตช์ใบเล็ก ยื่นมันออกไปข้างหน้าอย่างใจเย็น ปลายนิ้วเรียวเรียบเนียนจรดอยู่บนกระดาษอย่างมั่นคง
"ฉันไม่ได้มาเพื่อทวงเงินค่าเลี้ยงดูอันน้อยนิดที่คุณส่งให้ตัดรำคาญหรอกค่ะ แต่ฉันมาเพื่อทวงทุกอย่างที่เป็นของฉันคืน... ลิขสิทธิ์คอลเลกชัน 'Aethel' ทั้งหมดที่คุณกำลังเปิดตัวในวันนี้ เป็นโมฆะ"
ธามันหน้าถอดสีทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนไม่เชื่อหู "เธอพูดบ้าอะไร! เอกสารสิทธิ์ทุกอย่างบริษัทถือครองโดยชอบธรรม!"
"ลองเปิดดูข้างในสิคะ" รินรดาเอียงคอมองเขาด้วยสายตาเวทนา "สัญญาการโอนสิทธิ์ที่ผูกมัดคุณไว้กับบริษัทแม่ในต่างประเทศ ซึ่งฉันเพิ่งซื้อหุ้นใหญ่ทั้งหมดไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนนี้... ฉันคือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดที่มีอำนาจในการระงับ ยึด หรือทำลายทุกโปรเจกต์ของคุณได้ทันทีภายในปลายนิ้ว"
ธามันก้มมองซองเอกสารในมือเธอสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของอดีตภรรยา เม็ดเหงื่อกาฬเริ่มผุดขึ้นตามไรผมของนักบริหารหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใคร มือหนาที่ยื่นออกไปรับเอกสารสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อเขาดึงกระดาษแผ่นแรกออกมาอ่าน ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ตัวเลขและลายเซ็นต์ทางกฎหมายระบุชัดเจนว่าเขากำลังจะกลายเป็นคนล้มละลายทางธุรกิจในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า หากผู้หญิงตรงหน้าตัดสินใจขีดเส้นตาย
"ริน... รินรดา เราคุยกันได้นะ เรื่องในอดีต..." ธามันเปลี่ยนท่าทีทันที น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือและอ้อนวอน
"ไม่มีอะไรต้องคุยค่ะ" รินรดาตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ไร้เยื่อใยใดๆ ทั้งสิ้น เธอโน้มตัวเข้าไปกระซิบชิดริมหูของเขา จนธามันรู้สึกราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งขั้วโลก
"เกมเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นค่ะ ธามัน เตรียมตัวรับผลกรรมที่คุณเคยทำไว้กับฉันให้ดีก็แล้วกัน"
ธามันยืนแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน ร่างกายชาดิกจนก้าวขาไม่ออก ขณะที่รินรดากำลังจะหมุนตัวเดินจากไปด้วยชัยชนะอันงดงาม ทว่าจังหวะเดียวกันนั้นเอง ประชาสัมพันธ์หน้างานก็ประกาศเสียงดังผ่านไมโครโฟนเพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญกลุ่มสุดท้ายที่เพิ่งก้าวเข้ามา
"ขอเสียงปรบมือต้อนรับ คุณกรณ์ วัฒนภักดี นักลงทุนระดับพันล้าน และ... คุณอลัน เด็กชายตัวน้อยที่เป็นแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ของค่ำคืนนี้ด้วยครับ!"
รินรดาชะงักฝีเท้า หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะเย็นชาพล่นกระตุกวูบ เธอหันขวับกลับไปมองทางประตูทางเข้าทันที ภาพของเด็กชายวัยสี่ขวบหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตและสันจมูกโด่งเป็นสันที่ถอดแบบมาจากใครบางคนในห้องนี้กำลังยืนกุมมือพี่เลี้ยงอยู่
และธามันที่ยืนอยู่ใกล้เธอก็หันไปมองตามเสียงประกาศนั้นเช่นกัน ดวงตาคมกริบของอดีตสามีเบิกกว้างขึ้นสุดขีดเมื่อสบเข้ากับใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยคนนั้น—เด็กผู้ชายที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับตัวเขาในวัยเด็กราวกับพิมพ์เดียวกัน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับเกมแค้นครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
ดีไซเนอร์ตกอับกับโปรเจกต์ทวงคืนศักดิ์ศรี•ตอนที่ 1
หวนคืนจากเถ้าถ่าน
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์ตกอับกับโปรเจกต์ทวงคืนศักดิ์ศรี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
