กับข้าวกลิ่นดินกับนายทหารพรานผู้เงียบขรึม•ตอนที่ 18

ความอิจฉาที่ก่อตัว

ผลงานโดย ครัวคุณยาย
“ถ้ามันยังขายดิบขายดีจนลูกค้าแห่ไปยืนออกันแน่นหน้าร้านแบบนี้อีกสองวัน ร้าน ‘ครัวป้าชื่น’ ของฉันก็คงต้องปิดตัวลงจริงๆ สินะคะ!” เสียงกระแทកจานกระเบื้องเคลือบลงบนโต๊ะไม้ดัง ‘เพล้ง!’ เรียกสายตาของลูกค้าในตลาดชุมชนชายแดนให้หันขวับมามองเป็นตาเดียว ป้าชื่น—เจ้าของร้านข้าวแกงเก่าแก่ที่เปิดขายมานานนับสิบปี ยืนหน้าดำคร่ำเครียด สองมือเท้าเอว จ้องเขม็งไปยังร้านค้าไม้ไผ่หลังเล็กที่ตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามสิบก้าว ร้าน ‘ครัวเรือนดิน’ ของพิมพ์มาดา ที่ตอนนี้ส่งกลิ่นหอมหวลของพริกแกงคั่วกลิ้งโชยตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ พิมพ์มาดาชะงักมือที่กำลังตัก ‘แกงป่าปลาช่อนนาใบกะเพราป่า’ ใส่ถ้วยกระดาษใบตอง หญิงสาวไม่ได้แสดงอาการตกใจหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตฉายแววรู้ทัน เธอยกยิ้มมุมปากอย่างใจเย็น ก่อนจะส่งถ้วยแกงร้อนๆ ให้กับลูกค้าคนสุดท้ายในแถวที่ยืนรออยู่ด้วยท่าทางนิ่มนวล “นี่ค่ะคุณพี่ แกงป่าปลาช่อนนาเนื้อแน่นๆ หอมพริกแกงโขลกเอง เผ็ดร้อนถึงใจ ทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยเหาะไปเลยนะคะ” พิมพ์มาดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสและเป็นกันเอง “โอייה แม่พิมพ์นี่มือหนึ่งจริงๆ แกงอะไรก็หอมไปหมด ตั้งแต่หนูกับสามีมาเปิดร้านตรงนี้ สัปดาห์ก่อนเราไม่ได้กินข้าวฝีมือป้าชื่นอีกเลยนะ ร้านนั้นพักหลังมือตกแถมแพงขึ้นตั้งเยอะ” ลูกค้าประจำคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเบาๆ พลางรับถ้วยแกงด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป คำพูดนั้นดังพอที่จะเข้าหูป้าชื่นที่ยืนกำหมัดแน่น ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและความอิจฉาริษยาที่สุมอก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ร้านข้าวแกงของนางผูกขาดตลาดในชุมชนนี้มาตลอด ไม่ว่าใครจะอยากกินอะไรก็ต้องมาซבוกพึ่งพาฝีมือของนาง แต่ทว่า... ตั้งแต่พิมพ์มาดา สะใภ้ใหม่ของหมู่บ้านที่ใครๆ ลือกันว่าทั้งสวยทั้งเก่งย้ายมาปักหลัก และเปิดร้านเล็กๆ แข่ง ลูกค้าประจำที่เคยเหนียวแน่นก็เริ่มปันใจ ความลับที่ไม่มีใครรู้คือ พืชผักและวัตถุดิบที่พิมพ์มาดานำมาปรุงอาหารนั้น ล้วนมาจากพื้นที่เพาะปลูกใน ‘มิติลับ’ ของเธอทั้งสิ้น ผักสวนครัวทุกต้นเติบโตอย่างสมบูรณ์ ไร้สารเคมี และมีความกรอบหวานตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งผงชูรส เนื้อสัตว์ก็สดใหม่ราวกับเพิ่งจับมาจากลำธารสวรรค์ กลิ่นหอมของสมุนไพรไทยที่พิมพ์มาดาบรรจงโขลกเองกับมือทุกเช้า จึงมีเอกลักษณ์และรสชาติที่ล้ำลึก ชนิดที่ต่อให้ร้านอื่นพยายามเลียนแบบอย่างไรก็ไม่มีวันทำได้เหมือน “นังเด็กนี่! มันใช้วิธีมารยาอะไรถึงได้ดึงลูกค้าไปหมด!” ป้าชื่นกัดฟันกรวด ดวงตาขุ่นเคืองจ้องมองพิมพ์มาดาที่กำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดโต๊ะอย่างขยันขันแข็ง โดยมีร้อยเอกศิลา สามีหนุ่มผู้เงียบขรึมของเธอกำลังช่วยยกกระสอบข้าวสารและลังไม้เข้าไปเก็บหลังร้านด้วยท่าทางทะมัดทะแมง ร้อยเอกศิลาแม้จะเป็นคนพูดน้อยและไม่ค่อยยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่สัญชาตญาณทหารพรานของเขานั้นเฉียบคมยิ่งนัก ชายหนุ่มวางลังไม้ลงเสียงเบา ก่อนจะก้าวฉับๆ มายืนบังภรรยาตัวน้อยไว้ครึ่งหนึ่ง สายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ปะทะเข้ากับสายตากล่าวโทษของป้าชื่นทันทีโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด แรงกดดันจากนายทหารผู้ผ่านศึกมาโชกโชนทำเอาป้าชื่นถึงกับผถะถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว “ระวังตัวด้วยนะ” ศิลาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ก้มลงกระซิบข้างใบหูของพิมพ์มาดา ขณะที่มือหนายื่นไปหยิบผ้าสะอาดจากมือเธอมาถือไว้เอง “คนหมดหนทาง มักทำเรื่องสิ้นคิด” พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นสบตาสามี เธอเห็นความห่วงใยที่ฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น แม้ใบหน้าคมเข้มจะยังคงเรียบเฉยตามประสาคนพูดน้อย แต่มือที่เอื้อมมาจับมือเธอไว้เบาๆ นั้นอบอุ่นและมั่นคงเสียจนหัวใจดวงน้อยอุ่นวาจา “ฉันรู้ค่ะพี่ศิลา คนเราถ้าเอาแต่โทษคนอื่นว่าแย่งลูกค้า แทนที่จะพัฒนาฝีมือตัวเอง ร้านแบบนั้นต่อให้พยายามรั้งไว้ยังไงก็ไปไม่รอดหรอค่ะ” พิมพ์มาดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกเย้า ทว่าแฝงด้วยความเฉียบคมที่ตั้งใจให้คนแถວນั้นได้ยิน ตกดึงคืนนั้น ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันสลัวในบ้านพักหลังน้อย กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและสมุนไพรยังคงลอยอบอวล พิมพ์มาดากำลังงละมุนละไมอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบสำหรับวันพรุ่งนี้ บนเตาถ่านลูกเล็ก หม้อดินเผาใบย่อมกำลังเคี่ยว ‘น้ำพริกแกงเผ็ดใต้’ สูตรโบราณที่เธอโขลกเองจนเนื้อเนียนละเอียด สีแดงเข้มข้นตัดกับสีเขียวอ่อนของตะไคร้และใบมะกรูดที่ซอยละเอียด เสียงตำน้ำพริกเมื่อช่วงบ่ายยังคงก้องอยู่ในความรู้สึก และความอิจฉาริษยาของป้าชื่นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้อย่างแน่นอน พิมพ์มาดารู้ดีว่าคนเรายามจนตรอกมักทำได้ทุกอย่าง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ในขณะที่พิมพ์มาดากำลังตักน้ำพริกแกงหอมกรุ่นใส่โหลแก้วเพื่อเก็บรักษาความสด กลิ่นหอมฉุนของขมิ้นชัน พริกแห้ง และกะทิสดก็พวยพุ่งทะลุออกไปนอกหน้าต่าง ผสมผสานกับสายลมยามค่ำคืนจนทำให้บรรยากาศรอบบ้านอบอวลไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งอาหารไทยแท้ ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็กร่อนดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบ... ก๊อก ก๊อก ก๊อก! ศิลาที่กำลังลับมีดพกประจำตัวอยู่มุมห้องชะงักกริบ ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองที่บานประตูทันที พิมพ์มาดาวางทัพพีในมือลง หัวใจเต้นระรัวขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนทาบทับอยู่หลังประตูกระจกฝ้า “ใครมาดึกดื่นป่านนี้คะ?” พิมพ์มาดาเอ่ยถามเบาๆ ศิลาส่งสัญญาณมือให้เธอยืนอยู่ข้างหลัง ก่อนที่ชายหนุ่มจะสาวเท้าเข้าไปเปิดประตูอย่างระมัดระวัง ทว่าทันทีที่บานประตูไม้เปิดออก ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้ทั้งคู่ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ— ร่างของชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งล้มฟุบลงมานอนกองที่หน้าประตูบ้าน ในมือของเขากำห่อใบตองเปื้อนคราบสีดำสนิท ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นเน่าและกลิ่นฉุนประหลาดตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ และที่น่ากลัวที่สุดคือ คราบสีดำเหล่านั้นกำลังส่งเสียงฟู่เบาๆ ราวกับปฏิกิริยาเคมีบางอย่างที่ถูกโรยไว้เพื่อทำลายล้างวัตถุดิบอาหารของเธอ! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ครัวคุณยาย" มาโดยตลอดนะคะ
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวกลิ่นดินกับนายทหารพรานผู้เงียบขรึม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%