เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาปึ้กกระทบพื้นโต๊ะไม้สักทองดังสนั่น กลบเสียงเครื่องปรับอากาศที่กำลังคำรามเงียบๆ ภายในห้องประชุมชั้นสี่สิบของตึกระฟ้าใจกลางมหานคร กลิ่นกาแฟคั่วบดชั้นดีลอยวนเวียนปะปนกับความตึงเครียดที่แทบจะใช้มีดตัดได้
"ผมคิดว่าตัวเลขสามสิบล้านตรงนี้ มันมีความยืดหยุ่นมากพอที่เราจะไม่ต้องไปรบกวนงบส่วนของโครงสร้างพื้นฐานนะครับ คุณธันวา"
อัครพล เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มที่มุมปากไม่ได้ส่งไปถึงดวงตาคู่คมที่จ้องมองตรงมา นัยน์ตาของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผู้กุมชะตากรรมเมืองหลวงฉายแววเหนือกว่าอย่างปิดไม่มิด เขานั่งไขว่ห้าง ปลายรองเท้าหนังราคาแพงขยับเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังฟังเพลงคลาสสิกในห้องนั่งเล่นส่วนตัว ไม่ใช่การประชุมงบประมาณโครงการปรับปรุงย่านเมืองเก่าที่เดิมพันด้วยชีวิตคนนับหมื่น
ธันวา ไม่ได้ขยับตัว เขายังคงนั่งนิ่งหลังตรงอยู่ในเก้าอี้หนังพนักพิงสูง ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองตัวเลขในรายงานงบประมาณฉบับแก้ไขครั้งที่สี่ นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ สามครั้ง สื่อถึงความรำคาญที่ถูกเก็บกดไว้อย่างมิดชิด ความเงียบโรยตัวลงมาครู่ใหญ่ ก่อนที่สถาปนิกหนุ่มจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ
"ความยืดหยุ่นที่คุณอัครพลกำลังพูดถึง แปลเป็นภาษาสถาปัตยกรรมได้ว่า 'การลดความหนาของเหล็กเสริมคาน' และ 'การเปลี่ยนเกรดวัสดุกันซึม' สินะครับ" ธันวาเอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าเย็นเยียบจนคนฟังรู้สึกได้ถึงไอหนาว "คุณกำลังเอางบส่วนที่ต้องใช้ค้ำยันชีวิตคนเดินถนน ไปโปะให้กับพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อผลกำไรระยะสั้นในไตรมาสหน้า"
อัครพลหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน เขายื่นมือไปหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงอย่างระมัดระวัง
"อย่ามองโลกในแง่ร้ายนักเลยครับ คุณธันวา โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เมืองมันต้องหายใจ เมืองมันต้องเติบโต ถ้าทุนไม่ไหลเวียน ตึกพวกนี้ก็เป็นแค่ซากปรักหักพังรอวันขึ้นสนิมที่คุณชอบนักไม่ใช่หรือไง"
บรรยากาศในห้องประชุมอึมครึมลงถนัดตา กระจกใสบานยักษ์ด้านหลังเผยให้เห็นมหานครเบื้องล่างที่เริ่มเปิดไฟระยิบระยับยามโพล้เพล้ รถราวิ่งกันขวักไขว่เป็นเส้นแสงสีแดงยาวเหยียด ดูราวกับหลอดเลือดอุดตันในร่างกายมนุษย์
รินรดา ซึ่งนั่งอยู่ริมสุดของโต๊ะประชุม กำหมัดแน่นใต้โต๊ะจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ เธอทนฟังเกมการเมืองน้ำเน่านี้ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เอกสารผังเมืองสีเขียวที่เธอใช้เวลาแรมเดือนในการผลักดันถูกตีตกซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเหตุผลเรื่อง 'ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ'
"แต่พื้นที่สีเขียวตรงนั้นคือสวนสาธารณะแห่งเดียวของชุมชนแออัดเขตสี่นะครับ!" รinรดาโพล่งขึ้น น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธที่อัดอั้น "พวกคุณรื้อถอนบ้านเรือนพวกเขาไปแล้ว ยังจะตัดงบเยียวยาและพื้นที่ส่วนกลางออกไปอีกครึ่งหนึ่ง แบบนี้มันคือการฆาตกรรมทางสังคมชัดๆ!"
อัครพลหันไปมองหญิงสาวด้วยหางตา รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏชัดเจนขึ้นบนใบหน้า
"คุณรินรดาครับ นักผังเมืองผู้เพ้อฝัน... โลกความเป็นจริงไม่ได้สวยงามเหมือนโมเดลกระดาษแข็งบนโต๊ะทำงานของคุณ พื้นที่สีเขียวที่คุณว่า ถ้ามันไม่มีรายได้กลับคืนมาในรูปแบบภาษีหรือค่าเช่า มันก็เป็นแค่ผืนดินเปล่าที่รอวันถูกยึดครองโดยพวกไร้บ้านและอาชญากรรม คุณอยากได้ต้นไม้ หรืออยากได้เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินล่ะครับ?"
"พอแค่นั้นแหละครับ"
เสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิทของธันวาตัดบทขึ้น เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปรับสูทเข้ารูปให้เรียบร้อย สายตาคมกริบมองตรงไปยังอัครพลราวกับจะทะลุผ่านเข้าไปในความคิดของอีกฝ่าย
"คุณธันวา จะกลับแล้วหรือครับ การประชุมยังไม่จบ..." อัครพลเลิกคิ้วสูง
"ผมคิดว่าเราคุยกันจบแล้วครับ" ธันวาหยิบแฟ้มเอกสารของตัวเองขึ้นมาถือไว้ "ในฐานะหัวหน้าทีมสถาปนิกผู้รับผิดชอบโครงการนี้ ผมมีสิทธิ์ขาดในการปฏิเสธแบบแปลนที่ขัดต่อความปลอดภัยและจรรยาบรรณวิชาชีพ และผมขอเรียนให้ทราบตรงนี้เลยว่า งบสามิบล้านบาทนั้น จะต้องถูกใช้ไปกับโครงสร้างพื้นฐานของประชาชนตามเดิม ไม่มีทางถูกโยกย้ายไปไหนทั้งสิ้น"
รอยยิ้มบนใบหน้าของอัครพลเลือนหายไปในพริบตา แววตาของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแปรเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็น ท่าทีผ่อนคลายเมื่อครู่มลายหายสิ้น เหลือเพียงความกดดันระดับสูงสุดที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
"คุณกำลังเล่นกับไฟนะครับ คุณธันวา... รู้ไหมว่ามีคนกี่คนที่อยากแทนที่ตำแหน่งของคุณตอนนี้ และรู้ไหมว่าโปรเจกต์นี้มีใครถือหุ้นใหญ่เบื้องหลังอยู่บ้าง?" อัครพลโน้มตัวไปข้างหน้า เสียงกระซิบต่ำลอดไรฟัน "อย่าหาว่าผมไม่เตือน... อุดมการณ์กินไม่ได้หรอกครับ แต่เงินซื้อได้ทุกอย่าง แมกระทั่งลายเซ็นของคุณ"
ธันวาหยุดชะงักที่หน้าประตูห้องประชุม เขาสอดมือข้างหนึ่งลงในกระเป๋ากางเกง หันกลับมามองสถาปนิกและนักธุรกิจผู้ฉฉฉานด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ว่างเปล่าและน่ากลัวที่สุดเท่าที่รินรดาเคยเห็น
"นั่นสินะครับ... เงินอาจจะซื้อได้ทุกอย่าง" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ "แต่มีสิ่งหนึ่งที่เงินซื้อไม่ได้... คือรอยร้าวบนคานคอนกรีตที่รอวันพังถล่มลงมาทับคนที่นั่งอยู่บนจุดสูงสุดของตึกนี้แหละครับ"
พูดจบ ธันวาก็ก้าวเท้าเดินออกไปจากห้อง ปิดประตูตามหลังด้วยเสียงที่ดังสนั่นก้องกังวานในความเงียบ
รินรดานั่งนิ่งค้าง เธอหันกลับมามองอัครพลที่ตอนนี้ใบหน้าบึ้งตึงจนน่ากลัว บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่า ในจังหวะที่เธอกำลังจะเก็บข้าวของเพื่อเดินตามธันวาออกไปนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็ดังขึ้น *'ติ๊ง'*
เธอก้มลงมองหน้าจออย่างไม่ใส่ใจนัก แต่เพียงแค่กวาดสายตาผ่านบรรทัดแรก หัวใจของเธอก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มันไม่ใช่ข้อความธรรมดา... แต่มันคือภาพถ่ายหน้าจอระบบการโอนเงินสดเข้าบัญชีลับ และชื่อผู้รับปลายทางในเอกสารฉบับนั้น ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึกในลำคอทันที
เพราะชื่อที่ปรากฏหราอยู่บนหน้าจอ... คือชื่อของ **ธันวา**
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความจริงนี้ไปด้วยกันนะครับ - คนมองเมือง
สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง•ตอนที่ 17
ในห้องประชุมปิดตาย
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!