กลิ่นอับชื้นของกระดาษไขโบราณและฝุ่นผงอิฐมอญอายุร่วมร้อยปี ลอยคละคลุ้งอยู่ในห้องประชุมชั้นสามของสำนักงานเขตเก่า อาคารทรงโคโลเนียลแห่งนี้กำลังจะถูกแปลงสภาพเป็นคอมมูนิตี้มอลล์หรูหราตามลายเซ็นอนุมัติบนกระดาษแผ่นสุดท้าย ซึ่งถูกทับไว้ด้วยแก้วกาแฟเย็นชืดที่หยดน้ำเกาะพราว
"คุณกำลังเซ็นอนุมัติสุสานทางวัฒนธรรม, ธันวา"
น้ำเสียงของรินรดาราบเรียบแต่เฉียบคมดุจใบมีดผ่าตัด เธอยืนกอดอกพิงบานหน้าต่างบานเกล็ดไม้สักที่หลุดร่อน แสงไฟนีออนจากถนนด้านนอกสาดส่องเข้ามาตัดกับเงาตะคุ่มของตึกแถวทรุดโทรม เผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยไฟแห่งอุดมการณ์ซึ่งไม่เคยอดดับ แม้จะเผชิญหน้ากับความจริงอันเน่าเฟะของระบบราชการมานับครั้งไม่ถ้วน
ธันวาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากกระดานรองเขียน ปลายดินสอ 2B ในมือของเขายังคงลากเส้นตัดทอนโครงสร้างอาคารด้วยความนิ่งสนิท เส้นสายเหล่านั้นมั่นคงและไร้ความลังเล ราวกับชีวิตของเขาถูกออกแบบมาด้วยบรรทัดเหล็กและฉากสามเหลี่ยมที่ไม่ยอมยืดหยุ่นให้ใคร
"ผมไม่ได้กำลังสร้างสุสาน รินรดา" ธันวาเอ่ยตอบ เสียงของเขาต่ำทุ้มและเจือความเหนื่อยหน่ายจางๆ "ผมกำลังต่ออายุให้มันต่างหาก อาคารหลังนี้ยืนหยัดมาได้เพราะมันมีประโยชน์ใช้สอย ไม่ใช่เพราะมันมีจิตวิญญาณ ถ้าไม่มีนายทุนอย่างอัครพลเทเงินเข้ามาค้ำโครงสร้างที่ผุกร่อนนี้ อีกไม่ถึงสามปี คานคอนกรีตพวกนี้ก็จะพังทับหัวคนจนที่เช่าอยู่ข้างล่างจนตายหมด คุณเลือกแบบไหน... อนุสรณ์สถานปรักหักพังที่เต็มไปด้วยความทรงจำ หรือตึกกระจกแอร์เย็นฉ่ำที่ปลอดภัย?"
"ความปลอดภัยที่แลกกับการไล่ที่คนสามร้อยครัวเรือนเนี่ยนะ?" รินรดาหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เธอก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่ มือเรียวบางตบลงบนแปลนพิมพ์เขียว เสียงกระดาษกระทบไม้ดังสะท้อนในห้องกว้าง "คุณเป็นสถาปนิกที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ธันวา... แต่คุณมันสถาปนิกไร้หัวใจ เอาความจริงทางวิศวกรรมมาบังหน้า เพื่อซ่อนผลประโยชน์มหาศาลที่คุณกับอัครพลกำลังแบ่งเค้กกัน"
ธันวาค่อยๆ วางดินสอลง เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพหญิงสาวผู้ดื้อรั้น เขารู้ดีว่าเธอไม่ได้โง่เขลา รินรดาจบปริญญาโทด้านผังเมืองจากต่างประเทศด้วยเกียรตินิยม เธอมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างทะลุปรุโปร่ง เพียงแต่เธอยังมองโลกผ่านตำราเรียนสีเขียวขจี ขณะที่เขาต้องเดินย่ำโคลนตมของความจริงสีเทา
"คุณคิดว่าโลกนี้ขับเคลื่อนด้วยอะไรเหรอ... ความฝันงดงามในห้องแอร์งั้นหรือ?" ธันวาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กลิ่นกาแฟดำจางๆ และบุหรี่ราคาแพงลอยปะทะบรรยากาศ "อัครพลไม่ได้ใจบุญ และผมก็ไม่ได้เป็นนักบุญ เราเป็นผู้เล่นในเกมที่กฎถูกเขียนขึ้นมาก่อนที่เราจะเกิดเสียอีก ถ้าผมไม่รับงานนี้ ดีไซน์ของตึกนี้ก็จะตกไปอยู่ในมือของสถาปนิกไร้จิตสำนึกคนอื่น ซึ่งอาจจะทุบตึกประวัติศาสตร์นี้ทราบเป็นลานจอดรถราบคาบโดยไม่เหลือร่องรอยอะไรเลย อย่างน้อยที่สุด... ลายเส้นของผม ยังรักษาซุ้มโค้งหน้าต่างเดิมและแนวต้นก้ามปูอายุห้าสิบปีเอาไว้ได้"
รินรดาชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยไหววับ เธอรู้ดีว่าคำพูดของเขามีน้ำหนักในเชิงปฏิบัติ แต่เธอก็เกลียดความจริงข้อนั้นจับใจ ความประนีประนอมคือคำแก้ตัวของคนที่ยอมจำนนต่ออำนาจเงิน
"คุณกำลังปลอบใจตัวเองด้วยการบอกว่าคุณเป็น 'ผู้เสียสละที่มือสะอาดที่สุด' ในวังวนสกปรกนี้สินะ" รินรดากระซิบชิดขอบโต๊ะ น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความอัดอั้น "คุณบอกว่าจะรักษาต้นก้ามปู... แต่แปลนชุดใหม่ที่คุณเพิ่งเซ็นอนุมัติเมื่อหนาวที่แล้ว มันระบุชัดเจนว่าแนวท่อระบายน้ำใหม่จะผ่ากลางรากแก้วของต้นไม้เหล่านั้น มันคือการฆาตกรรมทางอ้อม... และคุณเป็นคนลงมือเอง"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที เสียงรถราที่วิ่งผ่านถนนด้านนอกกลายเป็นเพียงเสียงอื้ออึงที่ห่างไกล ธันวาไม่ตอบโต้ เขาเพียงแต่มองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เห็นความร้าวรานและความผิดหวังที่ฉายชัดอยู่หลังม่านความแข็งกร้าว ผู้หญิงคนนี้ช่างอันตราย... ไม่ใช่เพราะเธอมีอำนาจ แต่เป็นเพราะความบริสุทธิ์ของเธอทิ่มแทงความด้านชาในจิตวิญญาณของเขาให้กลับมาเจ็บปวดอีกครั้ง
ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnวาจาใดเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่ทางเดินด้านนอก หน้าประตูห้องประชุมที่ปิดสนิทมีเงาดำทาบทับลงบนกระจกฝ้า
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง เป็นจังหวะที่ไม่มีอยู่ในมารยาทของการทำงาน แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยบางอย่าง
ธันวากับรินรดาสบตากันโดยอัตโนมัติ ความขัดแย้งส่วนตัวถูกพับเก็บลงในเสี้ยววินาทีเมื่อสัญชาตญาณเอาตัวรอดทำงาน ประตูห้องค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงโปรดของชายในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ของเลขาฯ ส่วนตัวอัครพลก้าวเข้ามา พร้อมกับแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำครึในมือ
"ขอโทษที่รบกวนเวลาอันมีค่าของคนทั้งคู่ครับ" ชายคนนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา "แต่ท่านประธานฝากของชิ้นนี้มาให้คุณธันวาโดยเฉพาะ... บอกว่ามันคือ 'หลักฐานชิ้นสุดท้าย' ที่จะทำให้โปรเจกต์นี้ผ่านสภาเขตอย่างไร้ข้อครหา"
ธันวารับแฟ้มนั้นมาด้วยความสงสัย นิ้วเรียวเปิดกระดาษสีน้ำตาลออก เผยให้เห็นเอกสารสิทธิ์ที่ดินฉบับจริง ซึ่งประทับตราลับสุดยอดของกรมธนารักษ์ ทว่า... เมื่อกวาดสายตาลงบรรทัดแรก หัวใจของสถาปนิกหนุ่มก็กระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น
ที่ดินแปลงนี้... ไม่ใช่ของรัฐ และไม่ใช่ของอัครพล แต่มันเป็นชื่อของ "พ่อ" ธันวา... ผู้ล่วงลับไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน ในฐานะผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมของการเวนคืนพื้นที่เมืองเก่า!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจมุมมืดของเมืองใหญ่ไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง•ตอนที่ 1
เส้นขนานที่จุดตัด
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!