กลิ่นกาแฟดริปคั่วอ่อนที่ลอยอวลผสมกับกลิ่นกระดาษสาชื้นฝนในห้องทำงานแคบๆ ย่านกะิดin ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเงียบงันระหว่างชายสองคนกลับหนักอึ้งเสียจนเสียงหยาดฝนที่กระทบกระจกหน้าต่างด้านนอกกลายเป็นเพียงเสียงรบกวนฉากหลังอันน่าหงุดหงิด
"คุณกำลังเปลี่ยนบทกวีให้กลายเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ภัคพล"
รวิศเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อย ทว่าเจือไปด้วยความเยียบเย็นที่ถูกกลั่นกรองมาจากความผิดหวัง เขาไม่ได้มองหน้าแขกผู้มาเยือน สายตาของกวีหนุ่มยังคงจับจ้องอยู่ที่กระดาษโน้ตแผ่นเล็กบนโต๊ะ ซึ่งเต็มไปด้วยลายมือยึกยือและรอยขีดฆ่าอันยุ่งเหยิง
ภัคพล ซึ่งสวมสูทผ้าทวีดตัดเย็บอย่างประณีต ขัดกับบรรยากาศห้องรกๆ เต็มไปด้วยกองหนังสือเก่า เพียงแค่ขยับมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มของบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ไม่ได้สะท้อนความขบขัน แต่มันคือรอยยิ้มของผู้กุมความจริงที่อีกฝ่ายพยายามปฏิเสธ
"โลกไม่ได้หมุนด้วยถ้อยคำสวยหรูหรอกนะรวิศ" ภัคพลเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจในตรรกะอันเฉียบคม พร้อมกับโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อลดช่องว่าง "ศิลปะที่ไม่มีใครอ่าน ก็เป็นเพียงแค่หมึกที่ตายแล้วบนแผ่นเยื่อไม้ คุณเขียนบทกวีเพื่อสะท้อนจิตวิญญาณ... แต่สำนักพิมพ์ของผมทำให้จิตวิญญาณนั้นมีลมหายใจผ่านยอดขายและพื้นที่สื่อ"
รวิศเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองคู่สนทนาอย่างพิจารณา คล้ายสัตวแพทย์ที่กำลังมองดูโรคเรื้อรังที่ลุกลามในร่างคนไข้ มือเรียวยาวของเขาหยิบปากกาหมึกซึมด้ามเก่าขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ เป็นจังหวะ
"ลมหายใจที่คุณว่า... คือการตัดทอนท่อนจบที่เจ็บปวดที่สุดออก เพื่อให้มันอ่านง่ายขึ้นในสามวินาทีบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดียอย่างนั้นหรือครับ" รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ "คุณต้องการกวีที่ผลิตงานตามใบสั่ง เพื่อป้อนให้กับตลาดที่หิวกระหายความตื้นเขิน น่าเสียดายนะ... ที่ผมไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเฟืองตัวหนึ่งในสายพานอุตสาหกรรมของคุณ"
กระดาษสัญญาฉบับหนาที่วางอยู่บนกองหนังสือถูกดันกลับไปตรงหน้าของบรรณาธิการหนุ่มด้วยปลายนิ้วอย่างนุ่มนวล แต่ทว่าเด็ดขาด ไม่มีคำลังเลเจือปนอยู่ในกิริยานั้น
ภัคพลไม่โกรธ เขาเพียงแต่ถอนหายใจยาว ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด สายตาคมกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่สมุดปกหนังสีดำเล่มหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ใต้กองนิตยสารวรรณกรรม
"คุณรันอินด้วยอุดมการณ์ที่กินไม่ได้ รวิศ" ภัคพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ทว่าแฝงด้วยความกดดันที่แนบเนียน "คุณปฏิเสธผมได้ แต่วันนี้... คุณจะปฏิเสธความจริงที่ว่า ค่าเช่าห้องของคุณค้างมาสองเดือนแล้วไม่ได้"
บรรยากาศในห้องราวกับถูกดูดอากาศออกไปจนหมดสิ้น รวิศชะงักไปชั่วขณะ ปลายนิ้วที่เคยหมุนปากกาหยุดนิ่งสนิท ดวงตาที่เคยราบเรียบไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที—เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่ภัคพลผู้ช่ำชองในการอ่านจิตวิทยาคนจับสังเกตได้
แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้กวีหนุ่มตระหนักว่า ชายตรงหน้าไม่ได้มาที่นี่ด้วยความบังเอิญ ภัคพลทำการบ้านมาอย่างดี และเขากำลังใช้ความจริงอันโหดร้ายของโลกทุนนิยมมาบีบให้ศิลปินจนมุม
"คุณก้าวล่วงความเป็นส่วนตัวของผมมากเกินไปแล้ว ภัคพล" รวิศกดเสียงต่ำลง ความอบอุ่นในน้ำเสียงสุภาพหายวับไป เหลือเพียงความคมกริบของคมมีด
"ผมไม่ได้ก้าวล่วง ผมแค่มองเห็นสิ่งที่มันกำลังจะเกิดขึ้น" ภัคพลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่สูงโปร่งภายใต้ชุดสูททำให้ห้องแคบๆ ดูแคบลงไปถตาเห็น เขายื่นมือไปหยิบสมุดปกหนังสีดำเล่มนั้นขึ้นมาเปิดพลิกดูหน้าแรกๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต
"เฮ้! วางลงนะ" รวิศผุดลุกขึ้นตามด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว เขายื่นมือหมายจะแย่งสมุดคืน แต่ภัคพลกลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างรวดเร็ว
สายตาของบรรณาธิการหนุ่มกวาดมองข้อความในบรรทัดแรกของสมุดเล่มนั้น ก่อนที่แววตาพินิจพิเคราะห์จะแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจระคนตื่นตะลึง มือที่ถือสมุดสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่อยู่
รวิศยืนนิ่งค้าง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น สมุดเล่มนั้นไม่ใช่ผลงานกวีทั่วไป แต่มันคือ...
"นี่มัน..." ภัคพลเงยหน้าขึ้นมองรวิศด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง "ลายมือนี้... และวันที่บันทึกไว้... คุณไปได้สำเนาบันทึกของสารวัตรเรือง The Last Case มาจากไหน ทั้งที่คดีนี้ถูกปิดตายไปเมื่อสิบปีก่อน?!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ดินแดนแห่งบทกวีและรอยร้าวนี้ด้วยกันนะครับ
วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 1
หยาดฝนบนกระดาษเปียก
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!