กลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและคาวเลือดคละคลุ้งปะปนมากับสายลมหนาวเหน็บยามราตรี ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของค่ายทหารหลวงประจำทิศประจิม อาภรณ์สีเทาเข้มเนื้อหยาบถูกสวมทับด้วยเกราะหนังขาดวิ่นเพื่ออำพรางตัวตน มู่หรงเหยียนก้าวเดินผ่านกองลาดตระเวนด้วยฝีเท้าเบาดั่งไร้น้ำหนัก ทุกย่างก้าวของนางคำนวณไว้หมดแล้วราวกับกำลังเดินหมากอยู่บนกระดานกระดูกมนุษย์ ปลายหางตาของนางกวาดมองค่ายกลค่ายทหารที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในแคว้นฉู่ ก่อนจะแย้มยิ้มหยันออกมาบางเบา
*แข็งแกร่งกระนั้นหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี...*
ช่องโหว่สามจุดทางทิศเหนือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ และคลังเสบียงที่ตั้งอยู่บนจุดอับสายตา สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนชัดเจนว่าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ‘จินอ๋อง’ ฉู่หลินฟง หาใช่เทพเซียนไร้พ่ายไม่ เขาเป็นเพียงบุรุษผู้ยึดมั่นในตำราพิชัยสงครามโบราณ จนหลงลืมไปว่าสงครามที่แท้จริงหาได้รบกันด้วยกระดาษและหมึกไม่ ทว่ารบกันด้วยเล่ห์เหลี่ยมและจิตใจมนุษย์
"หยุด! ใครหน้าไหนกล้าบุ่มบ่ามเข้ามาในเขตหวงห้ามของกองทัพ!"
คมหอกยาววาววับจ่อเข้าที่ลำคอระหงทันทีที่ร่างบอบบางก้าวพ้นเงาไม้ใหญ่ ทหารยามร่างกำยำสองนายแววตาดุดันจ้องมองนางราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แรงกดดันจากจิตสังหารของทหารผ่านศึกแผ่ซ่านออกมารอบทิศทาง ทว่ามู่หรงเหยียนกลับมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงช้อนสายตาขึ้นสบมองนิ่งสนิท นัยน์ตาดำขลับคู่สวยฉายแววเยือกเย็นล้ำลึกราวกับผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น ฉายา ‘เนตรหยั่งรู้’ หาได้มาเพราะโชคช่วย นางกวาดสายตามองรอยสักรูปพยัคฆ์เหินที่ข้อมือของทหารยามทั้งสองอย่างรวดเร็ว—หน่วยพยัคฆ์ทมิฬ หน่วยองครักษ์ส่วนพระองค์ของจินอ๋อง
"ข้าคือผู้ที่จะนำชัยชนะมาสู่ค่ายทหารนี้... หรือพวกเจ้าปรารถนาจะให้กองทัพหลวงพ่ายแพ้ราบคาบในศึกสามวันให้ ภายใต้เงื้อมมือของแม่ทัพตระกูลเว่ยแห่งแคว้นโจวเหนือกันเล่า?" น้ำเสียงหวานใสกังวานใสราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนทหารยามทั้งสองชะงักงันไปชั่วขณะ
"สามหาว! เจ้าเป็นใคร ถึงกล้าวิพากษ์วิจารณ์กลยุทธ์ของท่านอ๋อง!" ทหารยามนายหนึ่งตวาดลั่น เงื้อหอกเตรียมปลิดชีพผู้บุกรุกผู้สามหาวในดาบเดียว
"หากข้าพูดไม่จริง เหตุใดคลังเสบียงค่ายใหญ่จึงเพิ่งถูกลอบวางเพลิงเมื่อสองชั่วยามก่อนเล่า?"
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้ทหารยามทั้งสองหน้าถอดสีทันที ข่าวเรื่องคลังเสบียงถูกลอบเพลิงถูกปิดตายเป็นความลับสุดยอดแม้แต่ในหมู่แม่ทัพรอง แล้วเด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดแต่งกายมอซอนางนี้รู้ได้อย่างไร?
ก่อนที่คมหอกจะทันได้ปลิดชีพ เงาร่างสูงใหญ่ดั่งภูผาก็เคลื่อนกายเข้ามาประชิดอย่างรวดเร็วดั่งภูตผี กลิ่นอายเย็นยะเยือกทรงอำนาจแผ่ขยายกดทับจนอากาศรอบตัวราวกับแข็งตัว มือหนาร20ข้างทรงพลังคว้าหมับเข้าที่ลำคอของมู่หรงเหยียนอย่างแม่นยำไร้ความปรานี แรงบีบมหาศาลทำให้นางแทบหายใจไม่ออก ทว่าใบหน้างามกลับไม่มีแม้แต่ความตื่นตระหนก มีเพียงรอยยิ้มหยันที่มุมปากอย่างท้าทาย
"กล้าดีนี่... กล้าบุกรุกค่ายทหารหลวง แถมยังบังAอาจล่วงรู้ความลับทางราชการ เจ้าเป็นสายลับจากแคว้นใด ส่งใครมา?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจราวน้ำแข็งพันปีดังขึ้นเหนือศีรษะ มู่หรงเหยียนเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมปลาบดุจพญาอินทรีคู่นั้น ฉู่หลินฟง... จินอ๋องผู้เลื่องลือในความโหดเหี้ยมและเยือกเย็น บุรุษผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดิน ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกแกะสลักไร้ที่ติ ทว่าแววตากลับว่างเปล่าและไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับไม่เคยมีชีวิตจิตใจ
แม้ยามนี้ลมหายใจจะติดขัด แต่มู่หรงเหยียนยังคงแค่นAหัวเราะออกมาเบาๆ
"ท่านอ๋องผู้... เยือกเย็น... แค่ก... หากข้าเป็นสายลับ ป่านนี้หัวของท่านคงประดับอยู่บนหอกของแม่ทัพเว่ย... ไปนานแล้ว..."
ฉู่หลินฟงหรี่ตาลงอันตราย แรงบีบที่ลำคอเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน รังสีอำมหิตแผ่กระจายจนองครักษ์รอบด้านต้องคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว ทว่าสตรีในกำมือกลับไร้ซึ่งความเกรงกลัว นางใช้ปลายนิ้วเรียวเล็กแตะลงบนหลังมือหนาที่บีบลำคออยู่นั้นเบาๆ ราวกับกำลังสัมผัสสิ่งของไร้ค่า
"ท่านสงสัยในตัวข้า... แต่ไม่เคยสงสัย... เสนาบดีหลี่ผู้เป็นสหายรักที่ท่านส่งไปเจรจาศึกเลยหรือ? หึ... งูพิษซ่อนกายอยู่ข้างกายท่านมาสามปี ท่านกลับโอบกอดมันไว้... ช่างน่าสมเพชยิ่งนักท่านอ๋อง"
สิ้นคำพูดนั้น แววตาคมกริบของฉู่หลินฟงก็ฉายประกายอำมหิตวาบขึ้น ร่างสูงใหญ่ชะงักค้างไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เขาจะสะบัดมือปล่อยร่างบางให้ทรุดลงไปกองกับพื้นหญ้าอย่างไม่ใยดี
"เจ้ามีหลักฐานอะไร?" น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งเอ่ยถาม กดดันจนแทบหยุดหายใจ
มู่หรงเหยียนยกมือขึ้นลูบลำคอเรียวระหงที่มีรอยแดงช้ำ นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ปัดเศษฝุ่นตามอาภรณ์ออกอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะหยิบแผ่นหยกสลักลายพยัคฆ์โลหิตชิ้นหนึ่งโยนลงบนพื้นตรงหน้าเขา
แผ่นหยกชิ้นนั้น... คือตราประจำตัวของเสนาบดีหลี่ ที่ฉู่หลินฟงเพิ่งมอบให้ออกไปปฏิบัติภารกิจลับทางเหนือเมื่อวานนี้!
ฉู่หลินฟงก้มมองแผ่นหยกบนพื้น นัยน์ตาสีรัตติกาลหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นเดียว บรรยากาศรอบตัวพลันดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งจนน่ากลัว สัญชาตญาณนักรบและเกมการเมืองอันโสโครกแล่นริ้วเข้ามาในสมอง เขาตระหนักได้ทันทีว่าตนเองกำลังเหยียบอยู่บนปากเหวแห่งความตาย
ในจังหวะที่ความเงียบงันและตึงเครียดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์อีกนายก็ดังแหวกความมืดเข้ามา พร้อมกับม้วนกระดาษสีชาดในมือที่ถูกส่งถวายด้วยอาการสั่นเทา
"ท่านอ๋อง! ด่วนที่สุดพ่ะย่ะค่ะ! มี... มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งปลดท่านจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ และ... และให้ส่งตัวท่านกลับไปรับโทษฐานกบฏ ณ เมืองหลวง โดยมีกำหนดการเดินทางภายในคืนนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
****************************************
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันงดงามและเข้มข้นนี้ไป1ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ - ไป๋เหลียนฮวา
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 1
กลยุทธ์ปิดฟ้าข้ามทะเล
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้เยือกเย็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
