“หยุดมือ! หากเจ้ายังตีมันต่อไป ศพของมันจะกลายเป็นกองเลือดเน่าเปื้อนพื้นโรงเรือนเสียเปล่าๆ”
เสียงกระด้างหูของชายหนุ่มร่างยักษ์ดังขึ้นท่ามกลางเสียงหวดไม้พลองลงบนเนื้อหนังที่แห้งกรัง หยดเลือดสีคล้ำกระเซ็นกระทบรองเท้าผ้าดิบของเหล่าศิษย์รับใช้ที่ยืนล้อมวงดูด้วยสายตาเรียบเฉย กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นเหม็นอับของฟางเก่าในโรงเรือนสัตว์เลี้ยงปะทะเข้ากับจมูกของผู้ที่เพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาในความมืดมิดของห้วงสำนึก
หลินเฟิงขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นชีพจรที่ขาดสะบั้น เขาจำได้ว่าในวินาทีสุดท้ายของชีวิตก่อนหน้านี้ เขาคือมหาจักรพรรดิผู้กุมชะตาฟ้าดิน แต่บัดนี้... เขากลับสัมผัสได้เพียงความอ่อนแอที่ไร้ขีดจำกัดและกลิ่นอายความตายที่คลุกรุ่นอยู่รอบกาย
“สวะเช่นมัน ตายไปก็หนักแผ่นดินสำนักกระบี่เมฆาเสียเปล่าๆ!” เสียงตะคอกกลับดังขึ้นพร้อมกับแรงเตะที่พุ่งเข้าใส่ซี่โครงซ้ายของร่างที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น หลินเฟิงขบกรามแน่น ความเจ็บปวดที่ได้รับไม่ใช่ความโกรธแค้น แต่มันคือการดูหมิ่นเกียรติยศที่เขาสั่งสมมานับหมื่นปี
*‘ศิษย์สวะ... ร่างกายที่ไร้ปราณ... ช่างเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสมเพชนัก’*
จิตวิญญาณแห่งมหาจักรพรรดิภายในตัวเขาคำรามก้อง แม้กายเนื้อจะอ่อนปวกเปียก แต่จิตวิญญาณนั้นยังคงประดุจดาบที่ผ่านการหล่อหลอมด้วยเลือดและไฟ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาคมปลาบดุจกระบี่ไร้ลักษณ์สบประสานเข้ากับศิษย์ผู้คุมกฎที่กำลังเงื้อมพลองไม้ขึ้นสูงหมายจะปลิดชีพเขาให้สมใจ
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ศิษย์ผู้คุมกฎชะงักงันไปเพียงเสี้ยววินาที แววตาของเศษสวะตรงหน้าไม่ควรจะเป็นเช่นนี้ มันไม่ใช่แววตาของคนใกล้ตายที่อ้อนวอนขอชีวิต แต่มันคือสายตาของพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่อที่บังอาจก้าวล่วงอาณาเขตของมัน
“เจ้า... ยังไม่ตายรึ?” ศิษย์ผู้นั้นเอ่ยเสียงสั่นด้วยความประหลาดใจ
หลินเฟิงไม่ตอบ เขาใช้มือที่สั่นเทาและเปื้อนโคลนยันตัวขึ้นอย่างช้าๆ เลือดที่ไหลซึมจากบาดแผลที่หน้าผากบดบังทัศนวิสัยไปบ้าง แต่เขาสามารถสัมผัสได้ถึงไอพลังบางเบาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในจุดตันเถียนที่ถูกทำลาย เขาขยับริมฝีปากที่แห้งแตก เอ่ยถ้อยคำที่ราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่กดทับบรรยากาศรอบข้างให้หนักอึ้ง
“ผู้ที่ควรตาย... คือเจ้า”
คำพูดเพียงไม่กี่คำทำให้เหล่าศิษย์รับใช้รอบข้างหัวเราะร่าด้วยความขบขัน ทว่าศิษย์ผู้คุมกฎกลับรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ราวกับถูกดาบเย็นเฉียบจ่ออยู่ที่ลำคอโดยไม่เห็นเงาของคมดาบ
ในจังหวะนั้นเอง ประตูไม้ของโรงเรือนถูกผลักออกอย่างแรง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ที่เยือกเย็นพัดพาความสงบเข้ามาแทนที่กลิ่นคาวเลือด ทุกคนในที่นั้นคุกเข่าลงทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง แม้แต่ศิษย์ผู้คุมกฎที่ถือไม้พลองอยู่ก็รีบโยนมันทิ้งและก้มหน้าต่ำ
สตรีในชุดผ้าไหมสีขาวสะอาดตา ปักลวดลายเมฆาด้วยด้ายเงิน ก้าวเข้ามาอย่างแช่มช้า รัศมีพลังปราณรอบกายของนางเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งท่ามกลางฤดูหนาว ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นกวาดมองร่างโชกเลือดของหลินเฟิง ก่อนจะหยุดลงที่แววตาที่ยังคงความทะนงไว้ไม่เสื่อมคลายของเขา
นางคือเย่ว์ฉาน... เทพธิดาแห่งหอคอยน้ำแข็ง ผู้ที่ใครต่างหวาดเกรงในความเด็ดขาดและเย็นชา แต่นางกลับหยุดยืนตรงหน้าเด็กหนุ่มที่ถูกทอดทิ้งในโรงเรือนสัตว์เลี้ยงผู้นี้
“เจ้ายังอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปงั้นหรือ?” น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไร้อารมณ์ ทว่ากลับมีความนัยบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นนั้น
หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นสบตานาง แววตาของเขายังคงนิ่งสงบราวกับบึงน้ำลึกที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อพายุ “ชีวิตข้า มิได้ขึ้นอยู่กับลิขิตฟ้า หรือแม้แต่ความเมตตาของเจ้า”
คำตอบที่ห้าวหาญและดูหมิ่นอำนาจนั้นทำให้ศิษย์โดยรอบถึงกับหน้าถอดสี นี่คือการท้าทายเทพธิดาแห่งหอคอยน้ำแข็ง! ทว่าแทนที่เย่ว์ฉานจะโกรธเกรี้ยว นางกลับคลี่ยิ้มจางๆ ที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน รอยยิ้มที่เหมือนกับน้ำแข็งที่กำลังละลายภายใต้แสงตะวัน
นางก้าวเข้ามาใกล้หลินเฟิง มือเรียวงามดุจหยกขาวเอื้อมมาเช็ดคราบเลือดที่หน้าผากของเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นแฝงไปด้วยพลังปราณบริสุทธิ์ที่แล่นเข้าสู่ร่างกายของหลินเฟิง ปลุกเร้าเส้นชีพจรที่ขาดสะบั้นให้เริ่มขยับตัวอย่างรุนแรง
“ถ้าอย่างนั้น... จงลุกขึ้นมาพิสูจน์ให้ข้าเห็น” นางกระซิบข้างหูของเขา ก่อนจะหันหลังกลับ “ในค่ำคืนนี้ ที่ยอดเขากระบี่หัก หากเจ้ายังเดินไปถึงที่นั่นได้ด้วยตนเอง ข้าจะมอบดาบเล่มที่เคยเป็นของเจ้า... คืนให้”
หลินเฟิงมองตามร่างบอบบางที่เดินจากไปท่ามกลางเงามืด ความเจ็บปวดในร่างกายเริ่มเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มของพลังปราณที่กำลังก่อตัวใหม่ เขาไม่รอช้า พยุงกายลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล มือคว้าเอาเศษไม้ที่หักอยู่บนพื้นขึ้นมาแทนดาบ
ทว่า ในขณะที่เขาจะก้าวเท้าออกจากโรงเรือน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของศิษย์ผู้คุมกฎและพวกพ้องก็ดังตามหลังมาพร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงที่สว่างจ้าไปทั่วบริเวณ พวกมันล้อมรอบเขาไว้อีกครั้งด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยโทสะ
“เทพธิดาไปแล้ว... คราวนี้ไม่มีใครช่วยเจ้าได้อีก!”
หลินเฟิงแสยะยิ้มที่มุมปาก มือที่จับเศษไม้หักกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ทันใดนั้น เงาร่างของใครบางคนในชุดดำสนิทก็ปรากฏขึ้นบนหลังคาโรงเรือนเหนือหัวของเขา ชายลึกลับผู้นั้นถือพัดเหล็กไว้ในมือ แววตาฉายแววสังหารที่ชัดเจน
“ข้าตามหาจิตวิญญาณของจักรพรรดิมานานนับร้อยปี...” ชายชุดดำเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ไม่นึกเลยว่าจะมาอยู่ในร่างของศิษย์สวะเช่นนี้... จงตายเสียที่นี่เพื่อจบตำนานของเจ้าซะ!”
พัดเหล็กถูกสะบัดออก พลังปราณคมกริบพุ่งเข้าใส่หลินเฟิงราวกับพายุใบมีด ในขณะที่เขากำลังจะใช้เศษไม้ต้านรับนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง... อักขระโบราณที่สลักลึกอยู่ในกระดูกไขสันหลังของเขากำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงกระซิบจากความว่างเปล่าที่ดังขึ้นในหัว
*‘ดาบที่แท้จริง... ไม่ได้อยู่ที่ในมือ... แต่อยู่ในจิตวิญญาณที่ไร้ลักษณ์’*
หลินเฟิงชักเศษไม้ในมือออกดุจชักกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ แสงสีครามสว่างวาบขึ้นในความมืดมิด ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของใบมีดที่พุ่งเข้ามา เขาตัดสินใจทุ่มเทพลังปราณสุดท้ายทั้งหมดที่มีลงไปในคมไม้...
หวังว่าเนื้อหาบทนี้จะทำให้ท่านนักอ่านรู้สึกถึงความเข้มข้นและพร้อมจะออกเดินทางไปกับหลินเฟิงในวิถีที่ไม่มีใครคาดคิดนะครับ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับมังกรครามท่องภพครับ
วิถีดาบไร้เงาข้ามมิติพิฆาตอสูรเซียน•ตอนที่ 1
วิญญาณคืนร่างในเถ้าถ่าน
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีดาบไร้เงาข้ามมิติพิฆาตอสูรเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
