เซียนปรุงโอสถในคราบสะใภ้ยุคบุกเบิก•ตอนที่ 1

ฟื้นจากความตายในกระท่อมหลังเก่า

ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
รสชาติของความตาย... ช่างขมปร่าและเจือกลิ่นอายเน่าเฟะของดินโคลนปนเศษฟางเก่าๆ เสียจริง หลินเฟยหรานขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกเจ็บแปลบเสียดแท่นไปถึงขั้วหัวใจราวกับมีเข็มเงินนับร้อยเล่มกรีดแทงซ้ำๆ ยังไม่ทันจางหาย ภาพสุดท้ายที่นางจดจำได้คือเปลวเพลิงสีชาดที่แผดเผาเตาหลอมโอสถเก้าสวรรค์ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของศัตรูตัวฉกาจ และแรงระเบิดมหาศาลที่ฉีกร่างของเซียนโอสถผู้ยิ่งใหญ่อย่างนางออกเป็นเสี่ยงๆ แต่นี่... ทำไมอากาศถึงได้หนתเหน็บและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความยากจนข้นแค้นเช่นนี้เล่า? "ยังไม่ตายอีกหรือนังตัวดี! นอนสำออยทำเป็นใกล้ตายอยู่ได้ ข้าวของในบ้านหมดเกลี้ยงแล้ว ถ้าวันนี้แกยังไม่ออกไปถางหญ้าที่แปลงนาหลังเขา ก็ไสหัวออกไปจากตระกูลกู้เสีย อย่ามาเป็นภาระกินข้าวเปลืองข้าวสารบ้านฉัน!" เสียงแหลมปรี๊ดบาดแก้วหู พร้อมกับแรงกระชากที่หัวไหล่อย่างรุนแรง จนร่างบางที่นอนซมอยู่บนเตียงไม้ไผ่ผุๆ ถึงกับสะดุ้งเฮือก หลินเฟยหรานลืมตาขึ้นทันที นัยน์ตาหงส์ที่เคยสงบนิ่งและลึกล้ำดั่งห้วงมหรรณพ บัดนี้กลับฉายแววคมกริบเยือกเย็นจนคนตรงหน้าเผลอชะงักถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว หญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้ง หน้าตาบึ้งตึง สวมเสื้อผ้าปะชุนเก่าๆ กำลังยืนเท้าสะเอวจ้องมองนางด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์—นางคือ 'จ้าวฮุ่ยหลาน' แม่สามีใจร้ายของเจ้าของร่างเดิม ความทรงจำแปลกปลอมหลั่งไหลเข้ามาในสมองดั่งกระแสน้ำวน หลินเฟยหรานกะพริบตาช้าๆ เพื่อปรับโฟกัส ยุค 1970? ประเทศจีนยุคปฏิวัติที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ความยากจน และการกดขี่? นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างของ 'หลินเฟยหราน' หญิงสาวอ่อนแอขี้โรคที่ถูกตระกูลกู้ซื้อมาแต่งงานเพื่อเป็นแรงงานทาส และถูกปล่อยให้อดอยากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดในกระท่อมปลายนาหลังนี้! "มองหน้าฉันแบบนี้หมายความว่ายังไง? นังสารเลว! สามีแกถูกส่งไปเป็นทหารในค่ายกันดาร ไม่ส่งเงินกลับมาบ้านเป็นปีๆ แกยังกล้าทำตัวเป็นภาระนอนรอความตายอีกหรือ? ลุกขึ้นไปเดี๋ยวนี้!" จ้าวฮุ่ยหลานตบโต๊ะข้างเตียงเสียงดังสนั่น พลางยื่นมือเหี่ยวย่นหมายจะคว้าแขนผอมบางของนางมาหยิกทึ้งระบายอารมณ์ ทว่า... มือที่พุ่งเข้ามากลับต้องหยุดชะงักกลางอากาศ หลินเฟยหรานยื่นมือเรียวขาวที่สั่นเทาเล็กน้อยออกไปคว้าข้อมือของแม่สามีไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงบีบแม้จะไม่มากนักเพราะสภาพร่างกายนี้อ่อนแอเหลือเกิน แต่ปลายนิ้วกลับกดลงบนจุดชีพจรสำคัญบนข้อมืออย่างแม่นยำราวกับคีมเหล็ก จนจ้าวฮุ่ยหลานต้องร้อง "โอ๊ย!" ออกมาด้วยความเจ็บปวดแปลบปลาบราวกับถูกไฟช็อต "คุณแม่..." น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังอย่างประหลาดหลุดออกมาจากริมฝีปากซีดเซียวของหลินเฟยหราน นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังตั้งตรงสง่างามโดยไม่รู้ตัว รังสีความกดดันระดับปรมาจารย์โอสถแผ่ซ่านออกมาจากร่างบอบบางโดยธรรมชาติ จนจ้าวฮุ่ยหลานที่เคยปากกล้าขาสั่นระริกขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ "ท่านบอกว่าฉันกินข้าวเปลืองข้าวสารบ้านท่านอย่างนั้นหรือ?" "ทะ... ทำไม? แกกล้าต่อปากต่อคำกับฉันรึ!" จ้าวฮุ่ยหลานหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ นางไม่เคยเห็นนังสะใภ้ขี้ขลาดตาขาวคนนี้กล้าสบตาและพูดจากดดันตนเองเช่นนี้มาก่อน "ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ข้าวสารในบ้านตระกูลกู้สี่สิบชั่ง เป็นส่วนที่ตระกูลหลินบ้านเดิมของฉันส่งเป็นสินเดิมมาให้ยี่สิบชั่ง และอีกยี่สิบชั่งคือส่วนแบ่งแรงงานที่ฉันก้มหน้าก้มตาทำหามรุ่งหามค่ำในนาขั้นบันได..." หลินเฟยหรานกวาดสายตาคมกริบมองรอบกระท่อมที่ฝาผนังผุพังจนลมหนาวลอดผ่าน ก่อนจะยิ้มเยาะที่มุมปาก "แต่ข้าวที่ฉันกินเข้าไปจริงๆ มีเพียงข้าวต้มเจือจางน้ำก้นหม้อวันละมื้อเดียว ส่วนข้าวขาวและแป้งสาลีที่สามีฉันส่งจดหมายและเงินสวัสดิการมาให้ทุกเดือน... มันหายไปไหนหมดล่ะเจ้าคะ? หรือว่าลงท้องลูกชายคนโปรดกับสะใภ้รองของท่านไปหมดแล้ว?" "แก! นังเด็กปากดี กล้าดียังไงมากล่าวหาฉัน!" จ้าวฮุ่ยหลานหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่นเทา มืออีกข้างเงื้อง่าขึ้นหมายจะตบหน้าสะใภ้สั่งสอน เพี๊ยะ! เสียงตบไม่ได้ดังขึ้นบนหน้าของหลินเฟยหราน แต่มือของจ้าวฮุ่ยหลานกลับถูกปัดออกอย่างแรงจนเซถอยหลังไปชนขอบประตู หลินเฟยหรานก้าวลงจากเตียงช้าๆ แม้เรียวขาจะยังสั่นเทาเพราะพิษไข้และความอดอยาก แต่ทุกย่างก้าวกลับมั่นคงและเต็มไปด้วยอำนาจที่กดขี่จนผู้พบเห็นต้องหวาดกลัว "จำไว้ให้ดี... หลินเฟยหรานคนเดิมที่ยอมให้พวกท่านโขกสับและปล่อยให้ตายอย่างหมาข้างถนนได้ตายไปแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ของอะไรที่เป็นของฉัน... ใครก็หน้าไหนไม่มีสิทธิ์แตะต้องแม้แต่ปลายเล็บ!" นางจ้องมองแม่สามีด้วยแววตาดุดันราวกับพญาอินทรีจ้องเหยื่อ จนจ้าวฮุ่ยหลานไม่กล้าสบตาด้วย นางถอยกรูดออกไปนอกประตูอย่างลนลาน พลางชี้หน้าอาฆาตด้วยความหวาดกลัวผสมความแค้น "ดี! นังสะใภ้เนรคุณ ปีกกล้าขาแข็งนักนะ แกอย่าหวังว่าจะได้กินข้าวบ้านฉันแม้แต่เม็ดเดียว อยู่รออดตายไปคนเดียวเถอะ!" พูดจบร่างท้วมก็วิ่งหนีหายลับไปจากบริเวณกระท่อมปลายนาทันที ความเงียบสงบกลับคืนสู่กระท่อมหลังเก่าอีกครั้ง หลินเฟยหรานผ่อนลมหายใจยาวเหยียด นางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ อย่างอ่อนแรง ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจริงๆ หากขืนปล่อยไว้แบบนี้คงไม่แคล้วตายรอบสองแน่ ทว่าในความโชคร้ายยังมีความโชคดี... จิตวิญญาณแห่งเซียนโอสถของนางไม่ได้ดับสลายตามร่างเนื้อ แต่มันถูกผนึกไว้ใน 'มิติฟาร์มสวรรค์' ที่ติดตามติดวิญญาณมาด้วย! นางหลับตาลงเพ่งจิตเข้าสู่ห้วงความคิด ชั่วพริบตาภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่โล่งกว้างหมื่นหมู่ ดินวิญญาณสีดำสนิทส่งกลิ่นหอมกรุ่นของปุ๋ยอินทรีย์บริสุทธิ์ แปลงสมุนไพรวิเศษและพืชผลนานาชนิดส่งแสงเรืองรองระยิบระยับ และที่สำคัญที่สุด... บ่อน้ำทิพย์โอสถสวรรค์ที่สามารถชำระล้างไขกระดูกและฟื้นฟูร่างกายได้ในพริบตาตั้งอยู่ใจกลางมิติ มุมปากของหลินเฟยหรานยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ความยากจนข้นแค้นในยุค 70 หรือ? ตระกูลสามีที่จ้องสูบเลือดสูบเนื้อหรือ? สำหรับเซียนโอสถผู้กุมความลับแห่งจักรวาลเช่นนางแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความท้าทายเล็กๆ น้อยๆ ที่สนุกสนานเท่านั้น นางตักน้ำทิพย์จากในมิติออกมาหนึ่งถ้วยเล็กๆ แล้วดื่มมันรวดเดียวหมดแก้ว ความร้อนวูบวาบแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เส้นเลือดที่เคยตีบตันและกล้ามเนื้อที่ลีบแห้งค่อยๆ ถูกชำระล้างและฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว พิษไข้และความอ่อนล้าหายเป็นปลิดทิ้ง ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาดเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พลังปราณสายหนึ่งเริ่มไหลเวียนอยู่ในจุดตันtian (จุดศูนย์Iกลางพลังงาน) เล็กๆ อย่างมั่นคง *จ๊อกกก...* เสียงท้องร้องประท้วงดังขึ้นขัดจังหวะ ร่างกายนี้อดอยากมานานเกินไปแล้ว แม้จะมีมิติฟาร์มสมุนไพรล้ำค่า แต่ตอนนี้สิ่งแรกที่นางต้องการคือการเติมเต็มกระเพาะด้วยอาหารอุ่นๆ สักมื้อ หลินเฟยหรานกวาดสายตาสำรวจรอบห้องครัวเล็กๆ พบแป้งข้าวโพดหยาบๆ ก้นไหอยู่หยิบมือเดียว และผักกาดดองเก่าๆ ขึ้นราถ้วยหนึ่ง หากเป็นคนอื่นคงต้องนั่งร้องไห้ แต่นางคือเซียนผู้ปรุงโอสถและอาหารทิพย์มานับไม่ถ้วน แค่แป้งหยาบๆ แค่นี้... จะขัดขวางฝีมือของนางได้อย่างไร? นางจัดการก่อไฟในเตาดินเหนียวเก่าๆ อย่างคล่องแคล่ว ใช้พลังปราณควบคุมเปลวไฟให้อบอุ่นสม่ำเสมอ นำแป้งข้าวโพดมานวดผสมกับน้ำทิพย์เจือจาง ปั้นเป็นแผ่นแป้งบางๆ แล้วแนบลงบนข้างเตาร้อนๆ จนส่งกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งคั่วอบอวลไปทั่วกระท่อม พร้อมกับต้มน้ำแกงผักป่าใส่เกลือเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น กลิ่นหอมเย้ายวนของแป้งย่างและน้ำแกงร้อนๆ ค่อยๆ ลอยละล่องไปตามสายลมยามสาย พัดผ่านแปลงนาและลอยข้ามไปถึงหมู่บ้านตระกูลกู้ที่อยู่ห่างออกไป สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้แก่ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา "กลิ่นอะไรน่ะ? หอมชวนหิวเสียจริง..." ชาวบ้านคนหนึ่งสูดดมกลิ่นหอมที่ลอยมากับลม พลางกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ "นั่นมันทิศทางของกระท่อมปลายนาที่นังสะใภ้ตระกูลกู้อยู่ไม่ใช่หรือ? ไหนว่ามันใกล้จะอดตายคาเตียงแล้วไม่ใช่เรอะ ไหงถึงมีกลิ่นอาหารหอมฟุ้งขนาดนี้ได้!" ในขณะที่กลิ่นหอมกำลังยั่วยวนผู้คนทั่วบริเวณ ประตูรั้วไม้ไผ่หน้ากระท่อมก็ส่งเสียงเอี๊ยดอาดเบาๆ ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมทหารสีเขียวเข้มที่ฝุ่นเกรอะกรังและเปียกชื้นด้วยหยาดเหงื่อก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูกระท่อม แผ่นหลังกว้างและใบหน้าคมสันที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลฉายแววเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพกระท่อมที่ทรุดโทรมก่อนจะชะงักกึก เมื่อได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารที่ลอยออกมาจากด้านใน... และเสียงฝีเท้าเบาๆ ของใครบางคนที่กำลังเดินตรงมาเปิดประตู --- **[เคล็ดลับจากไป๋เป่าเปาของแม่]:** ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางข้ามมิติมากับหลินเฟยหรานนะคะ!
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนปรุงโอสถในคราบสะใภ้ยุคบุกเบิก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%