หัตถ์สยบฟ้า จารึกกวีวิถีเซียน•ตอนที่ 1

ศิษย์สวะแห่งตระกูลที่ล่มสลาย

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“หากเจ้ายังมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความอัปยศแก่ตระกูลจินอีกเพียงลมหายใจเดียว ข้าจะถือว่าเลือดที่ไหลเวียนในกายเจ้ามิใช่เลือดของบรรพชน แต่เป็นน้ำครำที่รอวันเน่าเปื่อย!” เสียงตวาดกร้าวของชายวัยกลางคนผู้สวมชุดไหมปักลวดลายเมฆาหยาดเลือดดังก้องไปทั่วโถงหินเย็นเยียบ รองเท้าบูตหนังเนื้อดีเหยียบย่ำลงบนฝ่ามือของร่างที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นหินขรุขระ แรงกดนั้นหนักหน่วงราวกับภูเขาถล่ม จนกระดูกนิ้วมือของคนเบื้องล่างส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ จินเฟยเบิกตาโพลง ความเจ็บปวดแล่นริ้วผ่านเส้นประสาทดั่งเปลวไฟที่เผาผลาญไขกระดูก ทว่าสิ่งที่น่าตระหนกกว่าความเจ็บปวดคือกองเพลิงมหาศาลที่จู่โจมเข้ามาในมโนภาพ ความทรงจำดั่งมหาสมุทรที่ถาโถมเข้าใส่สมอง—ไม่ใช่ความทรงจำของศิษย์สวะตระกูลจินที่ถูกทอดทิ้ง แต่มันคือปณิธานของมหาเทพผู้เคยสยบดาราจักรภายใต้ฝ่ามือเดียว! *‘เจ้า... เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ทำลายรากฐานปราณของข้าจนสิ้นซากเพียงเพราะคำทำนายเพ้อเจ้อของหมอดูเถื่อน’* เสียงในใจของจินเฟยดังก้อง ทว่าเมื่อเขาลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งแววตาหวาดกลัวดั่งเดิม มันมีเพียงความเรียบเฉยที่ลึกซึ้งดุจห้วงเหวแห่งกาลเวลา “จินหาน... เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าอำนาจที่เจ้าครอบครองอยู่ทุกวันนี้ ได้มาจากหยาดเหงื่อเลือดเนื้อของใคร?” จินเฟยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ทว่ากังวานก้องด้วยอำนาจสั่งการที่ยากจะต้านทาน จินหานชะงักงันไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะร่าด้วยความเย้ยหยัน “ฮ่าๆๆ! ดูเหมือนว่าความตายจะทำให้สวะอย่างเจ้าเพ้อเจ้อไปไกล ยิ่งเจ้าพูดมากเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งรังเกียจที่จะมองหน้าเจ้ามากขึ้นเท่านั้น เอาตัวมันไปทิ้งที่หุบเขาไร้ทางกลับเสีย! อย่าให้ข้าต้องเห็นหัวมันอยู่ในตระกูลจินอีก!” ทหารสองนายพุ่งเข้ามาลากตัวจินเฟยออกไปดั่งลากซากสุนัข ท่ามกลางเสียงสาปแช่งและสายตาดูแคลนจากคนในตระกูลที่เคยเรียกเขาว่านายน้อยผู้อัจฉริยะ จินเฟยมิได้ขัดขืน ไม่ใช่เพราะเขาไร้ทางสู้ แต่เพราะเขากำลังอ่าน ‘รหัสลับแห่งจักรวาล’ ที่ซึมลึกอยู่ในจิตวิญญาณตนเอง *‘วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ มิใช่กระบี่ที่ปรากฏกาย แต่คือกระบี่ที่สถิตในความว่างเปล่า...’* เขาถูกโยนทิ้งลงสู่เหวเบื้องล่าง ร่างกายร่วงหล่นผ่านม่านหมอกสีดำมืดมิดที่บดบังทัศนวิสัย ทว่าในวินาทีที่วิญญาณของเขากำลังจะกระแทกพื้น ความกดดันมหาศาลจากปราณสวรรค์ก็พุ่งทะยานเข้าสู่อาภรณ์ขาดวิ่น พลังสายหนึ่งรุดหน้าไปกักขังธาตุไฟในร่าง ไม่ใช่เพื่อรักษา แต่เพื่อ ‘ชำระล้าง’ จินเฟยลุกขึ้นยืนกลางหุบเขาที่เงียบสงัดราวกับสุสานเซียน สายตาของเขามองผ่านความมืดมิดไปยังยอดเขาไกลโพ้น ที่นั่นมีสตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของเมฆา นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ เส้นผมดำขลับปลิวไสวไปตามกระแสลมปราณที่หมุนวนรอบกาย บรรยากาศรอบตัวนางเยือกเย็นจนแม้แต่ลมยังหยุดพัด หลี่จื่อเหยา... นางเซียนแห่งหุบเขาไร้ใจ ผู้นั่งบัลลังก์เหนือความตาย สายตาของนางจับจ้องลงมายังเบื้องล่าง แม้จะห่างไกลแต่จินเฟยรับรู้ได้ว่านางกำลังมองเขาอยู่ นางผู้นี้มิใช่ศัตรู แต่เป็นผู้เฝ้ามองชะตากรรมที่เขาเพิ่งได้รับกลับคืนมา “ชะตากรรมที่ถูกจารึกด้วยเลือด ย่อมต้องชำระด้วยคมกระบี่เท่านั้น” จินเฟยพึมพำ เขาหยิบกิ่งไม้แห้งข้างกายขึ้นมา ก่อนจะสะบัดเบาๆ พลังปราณที่เคยแห้งเหือดกลับระเบิดออกดั่งพายุคลั่ง รอยแยกมิติบิดเบี้ยวรอบกิ่งไม้ในมือเขา ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินออกไปจากหุบเขา เสียงกังวานใสที่ดูเหมือนจะก้องมาจากทั่วทุกทิศทางก็ดังขึ้นจนแผ่นดินไหวสะเทือน “เจ้าฟื้นคืนจากความตายแล้วหรือ... เจ้าสวะผู้น่าสงสาร” ร่างเงาในชุดสีขาวพุ่งลงมาจากฟ้าเร็วปานสายฟ้าแลบ นางร่อนลงยืนเบื้องหน้าจินเฟยในระยะห่างเพียงลมหายใจ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์โชยปะทะจมูก นางไม่ได้พกอาวุธ แต่รัศมีรอบกายของนางทำให้หินผารอบตัวจินเฟยเริ่มแตกร้าว “ท่านมาเพื่อสังหารข้าตามคำสั่งสภาเซียน หรือมาเพื่อดูความล่มสลายของตระกูลข้ากันแน่ ท่านนางเซียน?” จินเฟยถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี หลี่จื่อเหยาเชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาของนางไหววูบชั่วขณะก่อนจะกลับมาแข็งกร้าว “ข้ามาเพื่อเตือนเจ้า... บัลลังก์มังกรกำลังจะนองเลือด และหัวของเจ้าคือเครื่องบูชายัญที่ราชาปีศาจต้องการ” นางยื่นมือเรียวงามออกมา ปลายนิ้วสัมผัสที่กลางหน้าผากของจินเฟยเบาๆ พลังงานสีทองมหาศาลทะลักเข้าสู่ร่างเขาจนจินเฟยต้องกัดฟันแน่น “หากเจ้าอยากรอด จงจำไว้... กระบี่ในมือเจ้ามิใช่อาวุธ แต่มันคือตราประทับแห่งเทพที่ถูกสาป” ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่เคยเงียบสงบกลับผ่าเปรี้ยงลงมากลางหุบเขา สายฟ้าสีครามพุ่งตรงเข้าหาพวกเขาพร้อมกับเสียงคำรามที่ดังสนั่นปฐพี หลี่จื่อเหยาคว้ามือจินเฟยไว้แน่น แรงปะทะของสายฟ้าทำให้มิติรอบตัวบิดเบี้ยวจนมองไม่เห็นสิ่งใด จินเฟยสัมผัสได้ถึงความลับบางอย่างที่นางซ่อนไว้ภายใต้ความเย็นชา มันคือกระแสความร้อนแรงที่ส่งผ่านมือของนางมายังเขา—ความรู้สึกที่เขามิอาจหาคำนิยามได้ในยุทธภพนี้ “จับกระบี่ของเจ้าไว้ให้มั่น จินเฟย... เพราะนี่จะเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้ายของเจ้ากับโลกที่เน่าเฟะใบนี้” สิ้นคำกล่าวของนาง พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาก็ยุบตัวลงเผยให้เห็นหีบศิลาโบราณที่สลักลวดลายมังกรกลืนตะวัน ภายในหีบนั้นมิใช่สมบัติ แต่คือ ‘กระบี่จ้าวเวหา’ ที่ตำนานกล่าวขานว่าสูญหายไปนับพันปี และในวินาทีที่จินเฟยเอื้อมมือไปสัมผัสด้ามกระบี่ กองทัพเงาดำนับพันก็พุ่งลงมาจากชั้นเมฆ ล้อมรอบพวกเขาไว้ทุกทิศทาง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังก้องฟ้า “เจ้าหนีไม่พ้นหรอก จินเฟย... บรรพชนของเจ้าทิ้งหนี้เลือดไว้ให้เจ้าชดใช้ และคืนนี้... คือคืนที่หนี้เหล่านั้นต้องถูกชำระ!” จินเฟยกระชากกระบี่ออกจากฝัก แสงสีทองสว่างวาบจนท้องฟ้าทั้งแผ่นดินกลายเป็นสีเลือด ในจังหวะที่คมกระบี่พ้นฝัก ร่างของเขาก็ถูกพลังดึงดูดลึกลับดึงเข้าสู่ช่องว่างมิติที่เปิดออกโดยไม่คาดฝัน! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางแห่งกวีและคมกระบี่นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หัตถ์สยบฟ้า จารึกกวีวิถีเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%