"ไอ้สวะหลี่มู่เฉิน! เจ้ายังจะนอนกอดเศษเสี้ยววิญญาณเน่าเฟะนี่ไปถึงไหนกัน!"
เสียงตวาดกร้าวพร้อมกับแรงถีบมหาศาลปะทะเข้าที่สีข้างอย่างจัง ร่างที่ผอมบางจนเห็นกระดูกของเด็กหนุ่มกระเด็นไปกระแทกกับผนังถ้ำที่ชื้นแฉะ เศษหินคมกริบบาดลึกลงบนแผ่นหลังจนเลือดสีจางซึมออกมาเปรอะเปื้อนอาภรณ์หยาบกร้าน
"ข้าบอกแล้วอย่างไร... ต่อให้เจ้าจะคลานสี่เท้าเหมือนสุนัขไปขอร้องท่านผู้อาวุโสเทียนหยางอีกกี่หมื่นรอบ วาสนาแห่งการฝึกยุทธ์ก็ไม่มีวันเฉียดกรายเข้ามาในเส้นชีพจรที่ขาดสะบั้นของเจ้าได้หรอก"
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ
นัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือความอาลัยอาวรณ์เหมือนที่ควรจะเป็น มันกลับลึกซึ้งราวกับห้วงสมุทรที่เก็บงำความลับแห่งดวงดาราเอาไว้ภายใต้เปลือกตาที่ดูอ่อนล้า ทว่าทุกครั้งที่เขาขยับตัว กลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับดูผิดเพี้ยนไปจากเด็กหนุ่มขี้ขลาดคนเดิมอย่างสิ้นเชิง
"เจ้า... เจ้ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้นทำไม?" ศิษย์พี่ร่วมตระกูลที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง มือที่ถือแส้หนามสั่นระริกด้วยความรู้สึกหวั่นเกรงที่ไร้ที่มา "อย่าริอ่านทำสายตาเช่นนี้ใส่ข้า! ประเดี๋ยวข้าจะควักนัยน์ตาคู่นี้ออกมาทำเป็นเครื่องเซ่นวิญญาณเสีย!"
หลี่มู่เฉินยันกายลุกขึ้นอย่างช้าๆ ราวกับจังหวะการเคลื่อนไหวของขุนเขาที่กำลังสั่นสะเทือน เขาไม่ได้สนใจบาดแผลบนร่างกายแม้แต่น้อย เขากำลังสำรวจ 'จักรวาล' ภายในที่ว่างเปล่าราวกับผืนป่าที่ถูกเผาทำลายเหลือเพียงเถ้าถ่าน
*ช่างน่าเวทนา...*
เขารำพึงในใจด้วยสุ้มเสียงที่กึกก้องอยู่ในจิตวิญญาณตนเอง มหาเทพกระบี่ผู้เคยฟาดฟันดาราให้ร่วงหล่น ผู้ซึ่งวิถีเต๋าอยู่เหนือสามภพภูมิ บัดนี้กลับต้องมาติดอยู่ในกรงขังแห่งเนื้อหนังที่เน่าเฟะและปราศจากปราณวาสนาอย่างนี้หรือ?
"เงียบเสีย" หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยแต่ทว่ากลับมีอำนาจกดทับที่ทำให้บรรยากาศภายในถ้ำหนักอึ้งราวกับมีภูเขาพันลูกกดทับลงบนบ่าของคนตรงหน้า
ศิษย์พี่ผู้นั้นเบิกตากว้าง ความโกรธเกรี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดผวาอย่างสุดขีด เขาขยับถอยหลังจนสะดุดหินก้อนใหญ่ล้มพับลงกับพื้น "เจ้า... เจ้ามันเป็นเพียงศิษย์สายรองที่ไร้ค่า... เจ้าไม่มีสิทธิ์ใช้น้ำเสียงสั่งข้า!"
"เจ้าเรียกข้าว่าสวะหรือ?" หลี่มู่เฉินก้าวเดินเข้าไปหาทีละก้าว แต่ละก้าวที่ฝ่าเท้าสัมผัสพื้น ฝุ่นผงที่เกาะอยู่ตามผนังถ้ำเริ่มสั่นสะเทือนตามจังหวะการเดิน "ในสายตาของผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสวรรค์ เจ้าก็เป็นเพียงเศษธุลีที่แม้แต่จะหยิบฉวยความตายก็ยังไม่คู่ควร"
วิญญาณแห่งมหาเทพเริ่มตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ ความทรงจำที่ไหลย้อนกลับมาราวกับกระแสน้ำเชี่ยวทำให้อักขระเวทโบราณนับล้านตัวในสมองของเขาเริ่มหมุนวน ปราณเซียนที่หลับใหลอยู่ใต้ก้นบึ้งของร่างนี้กำลังตื่นตระหนกและพยายามจะขัดขืนเจ้าของร่างที่แท้จริง
*ข้าคือหลี่มู่เฉิน... ผู้ครองกระบี่หวนคืนสวรรค์*
*ข้าคือผู้ที่จะบดขยี้เทียนหยางให้แหลกคามือ ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปกี่ชั่วภพชาติก็ตาม!*
ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลที่เกิดจากจิตสังหารอันบริสุทธิ์พุ่งทะลุร่างของเด็กหนุ่มออกมาเป็นระลอกคลื่น ศิษย์พี่ผู้โอหังเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า เลือดสดๆ ทะลักออกจากปากและจมูกโดยที่หลี่มู่เฉินยังไม่ได้แตะต้องตัวเขาแม้แต่ปลายก้อย
"อ๊ากกกก! นี่มันวิชาอะไรกัน! ปราณของเจ้า... เจ้าเป็นมารร้ายหรือ!"
หลี่มู่เฉินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าชายผู้นั้น เขาก้มมองลงมาด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก "มารหรือเซียน... มีเพียงผู้ที่อ่อนแอเท่านั้นที่ชอบตีตราผู้อื่น สำหรับข้า สิ่งเดียวที่มีความหมายคือ 'กระบี่' ที่อยู่ในมือ... และในเมื่อมือข้าตอนนี้ว่างเปล่า ข้าจะใช้กิ่งไม้ใบหญ้าส่งเจ้าไปสู่ปรโลกแทนก็แล้วกัน"
เขาหยิบกิ่งไม้แห้งที่ตกอยู่ข้างกายขึ้นมา เพียงปลายนิ้วสัมผัส กิ่งไม้นั้นกลับแผ่ซ่านไอความเย็นเยือกที่ตัดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว นี่คือเคล็ดวิชา 'กระบี่วายุดับสูญ' ที่เขาเคยใช้ตัดมิติสวรรค์จนขาดวิ่น!
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังแว่วเข้ามาจากปากถ้ำ พร้อมกับเสียงกระบี่นับสิบเล่มที่ถูกชักออกมาจากฝัก แสงสะท้อนจากคมเหล็กวูบวาบไปมา
"อยู่ที่นี่เอง! ไอ้มดปลวกหลี่มู่เฉิน! ท่านผู้อาวุโสเทียนหยางมีคำสั่งให้กำจัดเจ้าทิ้งเสียในวันนี้ อย่าได้เหลือแม้แต่ซากไว้ให้ตระกูลหลี่ได้ทำพิธีศพ!"
ชายชุดดำนับสิบคนพุ่งเข้ามารุมล้อม หลี่มู่เฉินเหลือบมองคนเหล่านั้นด้วยความสมเพช นี่คือหมาล่าเนื้อของเทียนหยางที่จ้องจะกัดกินตระกูลของเขาให้สิ้นซากจริงๆ สินะ
"มหาเทพดับสูญ... วิญญาณหวนคืน" หลี่มู่เฉินพึมพำกับตนเอง ก่อนจะกระชับกิ่งไม้ในมือแน่นขึ้นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปน "วันนี้... ข้าจะใช้เลือดของพวกเจ้าเป็นเครื่องเซ่นไหว้แรก สำหรับการเดินทางกลับสู่บัลลังก์สวรรค์ของข้า"
เขาไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ท่ามกลางวงล้อมของยอดฝีมือชุดดำที่พร้อมจะปลิดชีพเขาได้ในพริบตา ทว่าในวินาทีที่ชายชุดดำคนหนึ่งพุ่งกระบี่เข้ามาหมายจะแทงเข้าที่หัวใจ หลี่มู่เฉินกลับหลับตาลงชั่วขณะ ก่อนจะวาดกิ่งไม้ในมือออกไปเป็นวงโค้งที่ดูเชื่องช้าทว่าซ่อนเร้นด้วยท่วงทำนองแห่งฟ้าดิน
ฉับ!
ศีรษะของนักฆ่าผู้มั่นใจในฝีมือหลุดกระเด็นออกจากบ่าทันที เลือดสีแดงฉานพุ่งกระจายเป็นสายรุ้งยามต้องแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางปากถ้ำ
ทุกคนชะงักงันด้วยความตกตะลึง!
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุม เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือปากถ้ำ นางผู้ซึ่งมีใบหน้างามล้ำราวกับเทพธิดาจันทร์เพ็ญ นางคือเซียนจูหลัน ผู้ที่สายตาเย็นชาดุจแผ่นน้ำแข็งไร้ความรู้สึก กำลังจ้องมองลงมาที่ร่างของหลี่มู่เฉินด้วยประกายตาที่สั่นไหวอย่างประหลาด
นางถือกระบี่น้ำแข็งเล่มหนึ่งในมือ และเพียงแค่จ้องมองมา กิ่งไม้ในมือของหลี่มู่เฉินก็พลันแตกร้าวเป็นผุยผง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ... เมื่อนางขยับปากเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้หลี่มู่เฉินต้องชะงักค้าง
"ในที่สุดเจ้าก็กลับมา... แต่ข้าต้องขอโทษด้วยนะมู่เฉิน เพราะกระบี่ที่เจ้าเคยครอบครอง บัดนี้มันได้กลายเป็นกุญแจสำคัญที่เทียนหยางใช้ผนึกหัวใจของข้าไปเสียแล้ว"
หลี่มู่เฉินมองนางด้วยความรู้สึกที่คาดไม่ถึง ในใจของเขากำลังบังเกิดพายุโหมกระหน่ำ เขาจะทำอย่างไรเมื่อวิญญาณที่เขารักกลับกลายเป็นเครื่องมือของศัตรูที่เขาสาบานว่าจะสังหาร?
นี่คือจุดเริ่มต้นของการบำเพ็ญเพียรที่เดิมพันด้วยจิตวิญญาณแห่งมหาเทพกระบี่... การล้างแค้นที่กำลังจะเปลี่ยนยุทธภพให้กลายเป็นทะเลเลือดเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเพียงเท่านั้นครับ!
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในมหากาพย์แห่งกระบี่นี้ไปพร้อมกับผม เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ นะครับ
กระบี่หวนคืนสวรรค์ ดาบปราบปรมาจารย์มาร•ตอนที่ 1
มหาเทพดับสูญ วิญญาณหวนคืน
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หวนคืนสวรรค์ ดาบปราบปรมาจารย์มาร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
